Archive for the ‘วิชาการ..ความรู้’ Category

พระราชประวัติ

วันพุธ, มกราคม 6th, 2010

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

พระราชประวัติฉบับการ์ตูน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษกับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนีเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุมต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น

ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพฯ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนเมียร์มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา

ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ชืออิส โรมองต์ เมืองแชลลี ชือ โลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาชีค กังโดนาลแห่งเมืองโลซานน์ แล้วทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในพุทธศักราช ๒๔๗๗ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ และได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในพุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการชั่วคราวแล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ และในพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม

ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี 

หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาสุขภาพ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ และระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์อยู่นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์ คือ

  • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมารเสด็จพระราชสมภพ

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕

  • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘

  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐

ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวชด้วยทรงพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ประชาชนของพระองค์เลื่อมใสกันอยู่เป็นจำนวนมากยิ่งทรงมีโอกาสคุ้นเคยกับหลักการและทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจก็ทรงมีพระราชศรัทธายิ่งขึ้น เพราะได้ประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า ธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกอบด้วยเหตุผลและสัจจธรรม แม้ผู้ใดจะวิจารณ์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะไม่เสื่อมถอยในความนิยมเชื่อถือทั้งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการีตามคตินิยมอีกโสตหนึ่งด้วย จึงได้เสด็จออกทรงผนวชณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙เสร็จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหารโดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเองและในพุทธศักราช ๒๕๐๐ ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบัน

 

********************************************************************

 

เรียนนิติศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

วันอังคาร, กรกฎาคม 28th, 2009

 

เรียนนิติศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ       

 

ภิรมย์พร  ไชยยนต์*

 

บทนำ**

นิติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นการศึกษาเครื่องมือในการควบคุมคนในสังคม คนที่เรียนจะต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าปกติ หลายคนที่ตัดสินใจมาเรียนศาสตร์นี้คงตระหนักดีว่าศาสตร์ที่เรียนนี้สำคัญแค่ไหน  และการจะเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก  แต่หากนั่นคือเป้าหมายของเรา  การเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป การเรียนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง

 

จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้

                การที่เราจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดนั้น ก่อนอื่นต้องรักในสิ่งที่เรียนก่อน ถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ว่าเรารักที่จะเรียนหรือไม่ เมื่อคำตอบคือใช่หรือคำตอบคือไม่แน่ใจ จงทำใจให้รักแล้วทุกอย่างก็จะสำเร็จ 

1.       การเรียน  

การเข้าเรียน  การเข้าเรียนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากนักศึกษาควรที่จะเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อทำให้เข้าใจตัวบทกฎหมาย  เข้าใจฎีกาที่สำคัญต่างๆได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นนักศึกษายังได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่มาให้ความรู้ หากนักศึกษามีข้อข้องใจก็สามารถสอบถามอาจารย์ได้และในขณะที่เรียนนั้นควรที่จะมีการจดย่อประเด็นสำคัญในวิชาที่อาจารย์สอนว่าหัวใจสำคัญของวิชานั้นๆ คืออะไรนอกจากจะเป็นการทบทวนบทเรียนด้วยภาษาของตนเองแล้วเมื่อใกล้สอบยังสามารถอ่านสมุดจดประกอบช่วยให้อ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายขึ้น การเรียนกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องเรียนให้เกิดความสงสัย แล้วพยายามตั้งคำถาม  ถามอาจารย์ที่สอน               ถามเพื่อน รวมทั้งถามตัวเองอยู่เสมอว่าวิชาที่เรียนนั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและสร้างความสงบสุขให้แก่สังคมได้อย่างไร

การอ่านหนังสือ  การอ่านหนังสือสำหรับนักศึกษากฎหมายนั้นเป็นเรื่องคู่กัน  นักศึกษาต้องอ่านหนังสือให้มากและต้องจัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือให้ได้  โดยในแต่ละวันต้องกำหนดว่าจะอ่านกี่ชั่วโมง  ต้องมีการวางแผนอยู่เสมอและมีวินัยในตัวเองให้มาก ซึ่งแต่ละคนนั้นความเข้าใจไม่เหมือนกันบางคนอ่านแล้วเข้าใจง่ายก็ใช้เวลาอ่านไม่นาน บางคนต้องอ่านหลายรอบจึงเข้าใจจึงต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือค่อนข้างมาก  ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องจัดสรรให้เหมาะสมกับตัวเอง ส่วนหนังสือที่ต้องอ่านคือหนังสือที่อาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้นแนะนำในชั้นเรียนน่าจะดีที่สุด  แต่อย่างไรก็ตามหนังสือมีจำนวนมากดังควรเลือกอ่านหนังสือที่นักศึกษาอ่านแล้วมีความเข้าใจ อ่านง่ายมากที่สุดสำหรับนักศึกษา นอกจากหนังสือเรียนแล้วจะต้อง บทความทางกฎหมายและอ่านคำพิพากษาฎีกาด้วย  เพราะคำพิพากษาฎีกานั้นนอกจากจะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันแล้ว ยังเป็นตัวอย่างในการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายที่ดีอันจะเป็นแนวทางที่จะทำให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

การอ่านหนังสือ สำหรับนักศึกษาใหม่นั้นต้องรวบรวมสมาธิให้ดีเพราะหากไม่มีสมาธิแล้วจะทำให้อ่านหนังสือได้น้อยและไม่เข้าใจ  จึงต้องฝึกฝนโดยการอ่านอย่างสม่ำเสมอ สถานที่ในการอ่านก็สำคัญควรเลือกให้เหมาะสม  เช่น ห้องสมุดนั้นเงียบเหมาะแก่การหนังสือ เพื่อให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากที่สุด    

การสอบ ก่อนอื่นที่สำคัญคือการเตรียมตัวสอบ นักศึกษาต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะสอบ                   ต้องอ่านหนังสือให้เข้าใจอย่างน้อย 1 รอบ และต้องท่องจำหลักกฎหมายให้ได้  การเตรียมตัวที่ดีอย่างหนึ่งในการสอบคือการฝึกเขียนตอบข้อสอบ  โดยการนำแบบทดสอบหรือข้อสอบเก่ามาฝึกทำเพื่อฝึกทักษะการจับประเด็นในข้อสอบ  ฝึกให้เกิดการสงสัย   ฝึกการใช้ภาษากฎหมายในการเขียนตอบข้อสอบ เพราะการตอบข้อสอบกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องใช้ภาษากฎหมายในการตอบข้อสอบจึงจะได้คะแนนดี  และการทำข้อสอบต้องมีการวางแผนเวลาในการทำข้อสอบว่าแต่ละข้อควรใช้เวลาประมาณเท่าไหร่จะได้ทำให้ทันเวลาครบถ้วนทุกข้อ และการทำข้อสอบนั้นไม่จำต้องทำเรียงข้อ  หากทำข้อไหนได้ก็สามารถทำได้ก่อนแล้วค่อยทำข้อที่ยากทีหลังได้                   

 ก่อนเข้าห้องสอบนักศึกษาต้องทำสมาธิให้นิ่งและพร้อมที่สุดในการทำข้อสอบ   อาจจะทำโดยการหามุมสงบทำสมาธิประมาณ5-10นาที ที่สำคัญอย่าเข้าห้องสอบช้าเพราะจะทำให้ลนลานไม่มีสมาธิและควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สะอาดจะได้ไม่เป็นอุปสรรค์ในการทำข้อสอบ ส่วนการทำข้อสอบกฎหมายในระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีทั้งข้อสอบทฤษฎีหรืออธิบาย และข้อสอบตุ๊กตาหรือข้อสอบวินิจฉัยซึ่งข้อสอบวินิจฉัยนั้นมีทั้งหมด 3 ส่วนคือ  ส่วนแรกคือตั้งประเด็นและวางหลักกฎหมาย ตามด้วย การปรับข้อเท็จจริงเข้ากับหลักกฎหมาย  และสุดท้ายคือ สรุปหรือฟันธงคำตอบนั่นเอง โดยข้อสอบในแต่ละส่วนนั้นจะมีอัตราการให้คะแนนแตกต่างกัน จะต้องศึกษาให้ดี

2.       การใช้ชีวิตประจำวัน

การวางแผนการใช้จ่าย   การใช้ชีวิตประจำวันก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน  เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นต้องออกจากบ้านมาอยู่เองโดยที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง ต้องปรับตัวและจัดระบบชีวิตให้เป็น  นอกจากการปรับตัวแล้วการใช้จ่ายก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  การเรียนระดับมหาวิทยาลัยนั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก หากใช้จ่ายซุ่มเฟือยเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดปัญหาและส่งผลต่อการเรียนได้  ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องวางแผนการใช้จ่ายให้พอเพียง ใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด การอยู่ในกลุ่มเพื่อนหรือสังคมไม่จำเป็นต้องตามเพื่อนหรือตามแฟชั่นจนทำให้ตัวเองต้องลำบาก

                การดูแลสุขภาพ นักศึกษาต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์   พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพียงพอนั้นจะทำให้นักศึกษามีความจำที่ดี  และเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การจับกลุ่มติว การติวถือว่าเป็นส่วนที่ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการเสวนาข้อกฎหมายกันภายในกลุ่มเพื่อนอยู่อย่างสม่ำเสมออาจจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวสารต่างๆมาประกอบการเสวนาก็ได้ การติวนั้นเพื่อนจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นและในความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

การเข้าร่วมกิจกรรม  กิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยนั้นล้วนแต่มีประโยชน์แก่นักศึกษาทั้งสิ้น เพราะทำให้นักศึกษารู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น  รู้จักระบบการทำงาน  และได้รู้จักคบเพื่อนที่หลากหลาย  แต่เนื่องด้วยนักศึกษานิติศาสตร์นั้นต้องเรียนค่อนข้างหนัก  ดังนั้นจึงควรเลือกทำเฉพาะกิจกรรมที่ชอบหรือสนใจไม่มากเกินไป  เพื่อไม่กระทบแก่การเรียนของนักศึกษาเอง

บทส่งท้าย            

อย่างไรก็ดีการที่จะเรียนให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจของแต่ละบุคคล เมื่อนักศึกษามีความมุ่งมั่นตั้งใจ  ขยันและอดทน  มีความเพียรพยายามผู้นั้นต้องประสบความสำเร็จในการเรียนนิติศาสตร์อย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่าไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่มีการลงทุนลงแรงเป็นแน่  ขอให้ทุกคนเรียนรู้อย่างมีความสุข   ใช้ชีวิตอย่างสมดุล สำหรับผู้เขียนในการเรียนนิติศาสตร์ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ถือว่าผ่านขั้นที่ 1 แล้วเท่านั้นเพราะ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดแต่อย่างใด

 

เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

สุภาษิตจีน

 

 

 


*นิติศาสตรบันฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, อาจารย์ประจำสาขาวิชากฎหมายเอกชนและธุรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

**เป็นความคิดเห็นและแนวทางปฏิบัติจากประสบการณ์การเรียนของผู้เขียน 

ISO 15189:2007

วันอังคาร, มีนาคม 24th, 2009

สำหรับมุมนี้ขอเอาวิชาการด้าน LAB มาคุยกันหน่อยน่ะครับ

จะขอเล่าพอเป็นสังเขป  เกี่ยวกับระบบคุณภาพทางห้อง LAB ในเเวดวงวิชาชีพเทคนิคการเเพทย์ของพวกเรา ISO มีความจำเป็นเเละเป็นเครื่องการันตีระดับ สากลนิยม(ยอมรับทั่วโลก)  ถึงระบบที่เรานำมาใช้เพื่อ บ่งบอกว่าเรามีการ action ที่ส่งผลให้เกิดคุณภาพเกิดขึ้นในกระบวนการของเราน่ะ สามารถอ้างอิงได้  เชื่อถือได้  ตรวจสอบย้อนกลับได้ เ      เละมีเครดิตเป็นหน้าเป็นตาของห้อง LAB เเละสอดคล้องกับนโยบายคุณภาพของรพ.หรือองค์กร สถาบัน ที่เราทำงานนั้นๆได้

 

สำหรับ version ล่าสุด คือ 

 ISO 15189 : 2007                                                                              

 เป็นระบบที่เกี่ยวกับห้อง LAB ทางการเเพทย์ ในงานประจำวันของพวกเราชาวเทคนิคการเเพทย์                                    เเละทางสภาเทคนิคการเเพทย์ ก็มีมาตรฐานงานเทคนิคการเเพทย์ 2551 ฉบับภาษาไทย เป็นไกด์ไลน์ให้เเล้ว  

หากจะเจาะข้อกำหนดอย่างละเอียด ของ ISO 15189:2007 ทุกข้อกำหนดก็จะดูยาวเกินไป จึงจะนำข้อกำหนดดังกล่าวไปเทียบเคียงกับมาตรฐานฯ ของสภาเทคนิคฯ  ที่เป็นองค์กรที่ควบคุมดูเเลวิชาชีพพวกเราอยู่ เเละเลือกบางหัวข้อที่สำคัญมาพิมพ์ในบลอคนี้น่ะครับ 

ขอสรุปให้เข้าใจง่ายถึงความจำเป็นพื้นฐานที่ทุก LAB ควรจะมี พึงจะมี หรือมีอยู่เเล้วก็ทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นๆ                             จึงขอเลือกหัวข้อที่สำคัญ ที่จะนำไปทำเป็นระเบียบปฏิบัติการต่างๆ ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร                                  ระบบISO เขาดูกันที่เอกสารเป็นสำคัญ การที่เราพูดลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานประกอบเเสดงให้เห็น เเม้ว่าเราจะทำดี ทำถูกต้องเเล้วก็ตามเขาจะไม่ยอมรับ  เพราะเขายอมรับที่ตัวหนังสืออักษร หรือหลักฐานที่เป็นมาตรฐานเชื่อถือได้ อีกทั้งมีการควบคุมได้ ตรวจสอบย้อนหลังได้   งานเอกสารจึงเป็นเรื่องที่จุกจิก หยุมหยิม เเละอาจน่าเบื่อไปเลยสำหรับ ใครหลายๆคน เเต่นั่นเป็นการเขียนหรือร่างหลักการ ที่จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ยามเกิดปัญหาหรือข้อบกพร่องขึ้นมาในขั้นตอนการทำงาน  นี่เเหล่ะจะเป็นพยานในชั้นศาลได้ ขอให้เราจงเข้าใจเเละตระหนักให้ดีว่าสำคัญเพียงใด   ใน ทุกวันนี้สังคมเป็นระบบทุนนิยม เเม้เเต่วงการแพทย์ก็มีเรื่องราวการฟ้องร้องเอาเรื่องเอาราวมากมายจากคนไข้ มากกว่ายุคก่อนๆเหลือเกิน ทั้งๆที่เราตั้งใจเเละทำดีที่สุดเเล้ว   เเต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ย่อมเพ่งโทษตินู่น นั่นนี่ และไม่พอใจ เรียกร้องจากคนอื่นมากมาย  จนลืมมองตัวเอง           เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นอะไรที่จะ protect ตัวเรา  ตัวเขา เเละ ส่วนรวมขององค์กร ก็ให้ทำให้เคยชินเเละเป็นนิสัยกันเถิด        เพื่อจะได้มีระบบรองรับ ยามเกิดปัญหาต่างๆตามมา  เราจะได้ตอบได้ว่า เรามีระบบเเล้ว  เราทำดีที่สุดตามระบบเเล้ว           ส่วนที่จะควบคุมไม่ได้ เเละเป็นปัญญา มันเกิดจาก error ในกระบวนการตรงไหน  เราค่อยมาว่ากันอีกที

 

หัวข้อ

4.1 ว่าด้วยเรื่อง Organization and management

มันก็คือเรื่ององค์กรเเละการบริหาร (รายละเอียดจะไม่เหมือนกันเเล้วเเต่ประเภท LAB หรือ รพ. หรือองค์กรที่เราสังกัด ไปดูรายละเอียดกันเเบบเจาะลึกเองน่ะครับ)

4.2 Quality  management  system  ว่าด้วยระบบบริหารคุณภาพที่จำมาใช้ในองค์กร ก็สืบเนื่องจาก ข้อ 4.1 ครับ

4..15  Management   Reveiw   เรื่องการทบทวนระบบคุณภาพ (พวกนี้จะเป็นการประชุมทั้ง องค์กร ทั้งใน LAB เองเเละฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆใน รพ.  เป็นการประชุมประจำปี โดยเอาปัญหา เอานโยบายต่างๆในระบบองค์กรมาเจาะลึกคุยกัน             ทำการออกระเบียบวาระการประชุม เพื่อทบทวนการบริหารคุณภาพ ก็คือนำหัวข้อที่เกี่ยวกับงานเราครับ มาคุยกัน ทุกๆเรื่อง ทุกๆอย่างที่จะพัฒนา ทั้งเเง่ดี เเง่ไม่ดี เอามาคุยกันหมดในส่วนงานที่เราเกี่ยวข้อง  สำหรับของชาว MT ก็เป็นเรื่องทางห้องเเลปนั่นเองครับ)

4.4 Review  of  contracts   เป็นการทบทวนข้อตกลงกับผู้รับบริการ  อันนี้ LAB จะร่างเป็นคู่มือข้อตกลงระหว่างเเลปกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ออกมาเลยเป็นระเบียบ เป็นคู่มือหนังสือออกมาเลยครับ เเละเนื้อหาจะบอกเลย ว่า LAB ทำอะไร  เก็บตัวอย่างอย่างไร การขนส่ง การรักษาสภาพสิ่งส่งตรวจ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบ  จะออกรายงานผลเเลปเมื่อไหร่  ออกผลอย่างไร    เปิดที่ทำงานกี่โมง  ปิดกี่โมง  รับสิ่งส่งตรวจวันไหน วันไหนเป็นวันหยุด   หรืออะไรที่เกี่ยวกับข้อจำกัด ข้อตกลง ที่เราทำให้ได้ เน้นว่าถ้าเราทำให้ในเเลปเราไม่ได้ ก็ไม่ต้องเขียนใส่ลงไป เพราะจะตกลงเฉพาะ สิ่งที่คุณทำได้จริง เเละผู้รับบริการ          (หมายถึง เเพทย์ พยาบาล ผู้เกี่ยวข้อง)  รู้เรื่องเข้าใจ เเละทำให้งานเราดำเนินต่อไปได้ด้วยคุณภาพที่ดี   )

5.1 Personnel
ว่าด้วยเรื่อง บุคลากร คุณต้อง 1. มีนโยบาย 2.มีหัวหน้าห้องปฏิบัติการ 3.มีการพัฒนาบุคลากร
หลักๆ มี 3 กรณีเเล้วไปเเตกยอดออกเป็นเเฟ้มเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง
พวก JD ที่บอกรายละเอียดความรับผิดชอบในองค์กร ภาระกิจที่ทำ งานหลัก งานรอง
มีการอบรม มีการ training (มีหลักฐานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเเสดงให้เขาเห็นด้วย)
เเละมีการทำ Competency test คือการทดสอบตัวเราเอง เเละเพื่อนที่ทำงานด้วยกันนั่นเเหล่ะ
โดยตัวอย่าง unknown ที่รู้ค่าหรือรู้ผลการทดสอบเเล้ว เเล้วให้เราทำในระบบงาน routine
ปกติ เเละนำผลที่ได้มาเทียบกับเฉลยที่รู้เเล้ว มีการให้คะเเนน มีเกณฑืว่า ต้องทำได้เท่าไหร่ถึงจะผ่าน อะไรอย่างนี้ คล้ายการสอบเเลป นั่นเเหล่ะ เเล้วเก็บหลักฐานพวกนี้ไว้ใน เเฟ้มเพื่อเป็นข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกในเเลป เเต่ละคน สามารถ update ได้เรื่อยๆ  การทำ EQA ขององค์กรภายนอก เช่นกรมวิทย์ หรือคณะเเพทย์ศิริราช เป็นต้นก็นำมาเป็น Competency ได้ โดยเรามีมาตรฐานเอง ว่าควรตอบถูก ยังไง 100 % หรือเป็นexcellent best good ตามระดับความสามารถ อะไรทำนองนี้ ถ้าเรามีทำเเบบนี้ก็ถือว่าเรามีตามข้อกำหนดเรื่อง บุคลากร

5.3 Laboratory equipment ว่าด้วยเรื่องเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ
อันนี้เป็น ทฤษฎี เเละหลักการทางวิชาการล้วนๆไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของเครื่องในการใช้งาน มีการชี้บ่ง(มีป้ายที่เเปะๆ บอกชื่อเครื่องตำเเหน่งเครื่องนั่นเเหล่ะ) มีการปรับเทียบ (calibration) ยกตัวอย่างเช่น การทำ CD4 ด้วยเครื่องflow cytometer จะมีเชคสภาพ Fluidicty เเละระบบเเสง Laser ของเครื่องก่อนทำงานเสมอทุกวันที่เปิดเครื่องตอนเช้าโดยในขั้นการทำ FLOW SET, FLOW CHECK ก่อนลงมือทำงานประจำวัน การทำพวกนี้เพื่อทดสอบความพร้อมของเครื่อง automate         นั่นเเหล่ะเขาเรียกว่า การ  Calibration ซึ่งเเต่ล่ะรายการจะมีค่าออกมาซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของเครื่อง   เราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ จะเเก้ไขยังไงหากมีปัญหา นี่เขาเรียก ว่า การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเครื่องหลังจากสอบเทียบ
รวมไปถึงการใช้คอมพิวเตอร์ ที่เป็นระบบพ่วงต่อ จาก automate เข้ากับระบบ LAN ของ LAB
ก็ต้องมีระเบียบการออกมาให้คนทำงานเข้าใจ เเละทำได้ทุกคน ที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าว
มีบันทึกครุภัณฑ์ ต้องเข้าใจน่ะว่า ครุภัณฑ์ จะเป็นพวกเครื่องมือที่มีขนาดใหญ่ ส่วนวัสดุอุปกรณ์
จะเป็นสิ้นส่วนเล็กๆ ทางห้อง LAB ที่เกี่ยวกับงาน ความหมายต่างกัน ให้เเยกหัวข้อกันน่ะครับ
พัสดุ ส่วนมากจะสิ้นเปลือง ใช้หมด ต้องมีรับมาเเละจ่ายไป เเต่ครุภัณฑ์ จะมีการซ่อมเเซม
ไม่ได้หายไป เเต่มีการเสื่อมไปตามกาลเวลา

4.6 External services and supplies ว่าด้วยเรื่องการจัดซื้อเเละใช้บริการภายนอก
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวกับหลายฝ่าย มีคนมาเอี่ยวด้วยเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเเพทย์ ผอ.
คณะกรรมการทั้งหลาย ที่ต้องมายุ่งด้วย เพื่อให้การทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้เเละ มีขั้นตอน
เขียนไปอย่างละเอียดเลย ว่าจะมีเกณฑ์ยังไง (อย่าลืมว่านักเทคนิคการเเพทย์เป็นคนใช้เครื่อง
ต้องเเข็งกร้าวกับหมอบ้าง ในส่วนเรื่องมาตรฐาน อย่าไปยอมเขา เพราะเห็นว่าถูก หรือประหยัด
เพียงอย่างเดียว อะไรที่มันจะกระทบต่องานเเละคุณภาพ เเละส่งผลร้ายต่อคนทำงานอย่างเรา
เราต้องลง หลักเกณฑ์ ให้ละเอียดเพื่อจะได้พิจารณาข้อดี ข้อเสีย ที่ทำการจัดซื้อจัดจ้าง
วัสดุ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือมาให้อย่าไปตามใจหมอเกินไปให้จำไว้ เเลปต้องมี POWER  บ้างครับ

 

4.5 Examination  by  referral   laboratories   (การส่งต่อห้องปฏิบัติการอื่นๆ)

ห้องปฏิบัติการรับส่งต่อ ต้องมีสถานะเป็นห้องปฏิบัติการที่ถูกกฎหมาย       มีระเบียบปฏิบัติการคัดเลือกเเละประเมิน พิจารณาความสามารถของห้อง LAB ที่รับส่งต่อ  เพื่อให้เเน่ใจคุณภาพ การบริการเป็นไปตามข้อกำหนด       มีรายชื่อรายการทดสอบ ระยะเวลาที่ให้บริการ ของห้อง LAB ที่รับส่งต่อ    รายงานที่มาจากห้อง LAB ที่รับส่งต่อ มีการตรวจสอบถูกต้องเเละครบถ้วน ส่งรายงานให้ผู้ใช้บริการโดยไม่มีการเเก้ไขรายงาน  เเละมีการสำเนาข้อมูลหรือจัดเก็บข้อมูลที่สามารถเรียกดูย้อนหลังไว้ที่ห้อง LAB ที่ให้บริการด้วย    มีการทบทวนข้อตกลง ที่มีต่อห้อง LAB รับส่งต่อ  ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เเละเก็บรักษาบันทึกการทบทวนตามข้อกำหนดของห้องปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่า ห้องปฏิบัติการส่งต่อมีคุณภาพตามข้อกำหนด มีการเลือกวิธีวิเคราะห์มีความเหมาะสม  มีข้อกำหนดขั้นตอน  Pre-anlytical    Post-analytical ที่ระบุเป็นเอกสารที่ชัดเจนและห้องปฏิบัติการส่งต่อมีความรับผิดชอบต่อการแปลผลการวิเคราะห์  (ห้องปฏิบัติการส่งต่อ อาจเพิ่มเติม การเเปลผลในหมายเหตุ   ให้กับผู้ส่งตรวจ โดยต้องระบุชื่อผู้แปลผลใบรายงานผล เเละลงเลขที่ประกอบวิชาขีพเทคนิคการเเพทย์  เช่น ทนพ.ชาญชัย  ทน.5910 กำกับไว้ที่รายงานเอกสารทุกครั้ง)