ความฝัน

สิงหาคม 14th, 2009

ความฝันไม่มีวันเป็นจริง by Frick  ณ คืนหนึ่งที่ทุกคนนอนหลับ จะมีใครคิดและรู้บ้างไหมว่าจิตใจของเราลอยไปที่ใด
เคยมีใครลองสังเกตเกี่ยวกับความฝันของตนเองบ้างไหมว่าแต่ละครั้งที่เรานอนแล้วฝันมันมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร
เราเป็นคนหนึ่งที่มักฝันในสิ่งที่เราเคยประสบในความฝันในครั้งก่อนๆ
ฝันแต่ละครั้งจะต่อเนื่องกันและมักจะรู้จักคนในความฝัน
ราวกับว่าเรานั้นมีตัวตนอยู่ในอีกมิติหนึ่งซึ่งกำลังดำเนินชีวิตเช่นกัน

หลายๆ ครั้งที่เราเกิดคำถาม…

สิงหาคม 8th, 2009

หลายๆ ครั้งที่คนเราเวลาเกิดคำถามของความรักที่อยากรู้ขึ้นมา
ก็อยากจะได้คำตอบ . . .

แต่พอได้คำตอบแล้ว ก็ยังต้องมาเป็นทุกข์กับคำตอบที่ได้นั้นอีก
ทั้งๆ ที่คำตอบนั้นคือความจริง
. . . เพราะอะไรน่ะเหรอ . . .
เพราะว่า จริงๆ แล้ว เราอาจจะไม่ได้อยากฟัง
คำตอบที่เป็นความจริง แต่เราคาดหวังที่จะได้ฟัง
คำตอบที่อยากจะได้มากกว่า . . .
. . .
และเมื่อคำตอบที่ได้รับ มันไม่ใช่คำตอบที่อยากได้
เราก็ทุกข์ใจ และค้างคาอยู่กับตรงนั้นไม่ยอมเลิก

. . . ทำให้ลืมเปลี่ยนมุม . . .

ที่สามารถมองให้เป็นอย่างอื่นได้อีก สำหรับในเรื่องของความรัก
ความคลุมเครือนี่แหละ คือสิ่งที่ทรมานจิตใจที่สุด
แต่!!!! ชีวิตของคนเราจะแกร่งขึ้น เมื่อถูกทดสอบด้วยความจริงที่โหดร้ายเสมอ

และการยอมรับความจริงนั้น ไม่ใช่การยอมแพ้
แต่เป็นการที่เราจะต้องยอมทำใจสำหรับบางเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันได้อีก
เพื่อจะได้มีแรงเก็บไว้มีกำลังใจกับเรื่องอื่นๆ
ที่จะเข้ามาอีกในวันข้างหน้า
เมื่อเราสามารถรับมือกับเรื่องต่างๆ
บนโลกของความจริงได้
เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสนุกขึ้น
และอยากให้มองเรื่องที่ผ่านมานั้นเป็นแง่บวก+
พร้อมยิ้มรับกับความจริง ^^
. . . แล้วเดินหน้าต่อไป
เพราะเวลาที่เราเลิกร้องไห้เมื่อไหร่
เราก็จะมองเห็นทางเดินข้างหน้าที่ชัดเจนขึ้นเมื่อนั้น. . .

วิธีฝึกการมองโลกหรือมองคนอื่น สิ่งอื่น ในแง่ดี หรือในด้านที่สวยงาม ที่ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันที่ท่านสามารถฝึกฝนได้ มีดังต่อไปนี้

1. ฝึกมองดอกไม้
ดอกไม้มีพลังพิเศษในตัวเอง ที่ไม่ว่าเมื่อใครมองมา ก็จะเห็นความสวยงามและรู้สึกดีเหมือนกันหมด จากการนั่งมองดอกไม้ ลองไล่สายตาไปสิ จากกลีบดอกสู่เกสรกวาดสายตามองรูปทรงและสีสันของมัน เห็นความสดชื่นในดอกไม้มั้ย เห็นกลีบที่บรรจงคลี่ออกอย่างเบิกบานนั้นมั้ย นี่ไง สิ่งสวยงาม ความสวยงาม ที่ตาเรามองเห็น และใจของเราก็สัมผัสได้

2. ฝึกมองภาพถ่ายหรืองานศิลปะ
ศิลปินเป็นผู้มีดวงตาพิเศษ เขามักจะเห็นความงามแม้ซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะถ่ายภาพหรือเขียนภาพ ศิลปินจะดึงความงามเหล่านั้นออกมาแสดงให้คนดูให้ประจักษ์ การชื่นชมภาพถ่ายสวยๆ หรืองานศิลปะดีๆ คือการสะสมความสวยงาม และการมองเห็นความงดงามเป็นการเสพรับด้านบวกเข้าสู่จิตใจ ทำให้เกิดการกล่อมเกลา และในที่สุดก็จะกลายเป็นคนที่ชอบมองด้านดีๆ หรือสิ่งสวยๆ งามๆ มากกว่าหมกมุ่นอยู่กับอะไรที่มันร้ายๆ ไม่น่ารู้ไม่น่าดู ไม่อยากรู้สึกด้วย

3. เพ่งพักตร์พระพุทธรูป
ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของสกุลช่างไหน พระพุทธรูปก็มักจะมีวงพักตร์ที่งดงาม อิ่มเอิบแช่มชื่น และมีเมตตา เวลาที่สบพระเนตรหรือมองไปยังพระพักตร์ของพระพุทธรูป พลังแห่งความปิติอิ่มเอิบ และความเบิกบานก็มักจะแผ่ซ่านมาถึงตัวเราได้ด้วย

4. ฝึกทายหัว-ก้อย
เล่นปั่นแปะกับตัวเองบ่อยๆ เพื่อจะได้คอยทายว่าเหรียญที่เราปั่นนั้นจะออกหัวหรือก้อย หากใช้เหรียญสองเหรียญ ก็จะมีทั้งหัว กลาง และก้อย คำถามที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือฝึกเล่นทำไม ฝึกเล่นเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้ทายถูกทุกครั้งไป สิ่งที่เราคิดว่าเหรียญมักจะเป็นส่วนมาก คือการคาดการณ์หรือคาดเดาเอาทั้งนั้น

กับผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ใช่ว่าเราจะถ่องแท้กับสิ่งที่เขาเป็น หลายครั้งเราคาดเดาว่าเขาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และยึดเอาการคาดเดานั้นเป็นความจริง สิ่งที่เราคิดกับเขาจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างน่าเศร้า เกมปั่นแปะจะช่วยให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริง บางครั้งไม่ใช่ หรือไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลยสักนิด ฉะนั้น สิ่งที่เราคิดกับคนอื่นก็อาจผิดได้ เหมือนกับการทายหัว กลาง หรือก้อย นั่นแหละ

คิดถึงเธอ

สิงหาคม 5th, 2009

05082009

นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน  นิดจะเป็นยังไงบ้างนะ  ทำไมไม่ติดต่อกลับมาบ้างเลย

เมื่อคืนฝันถึงนิด เหมือนได้พบกันจริง ๆ  ดีใจมากเลยรู้มั๊ย

อีกนานไหม ที่เราจะได้พบกันอีก 

………………

love & think

แง่คิดดี..ดี

กรกฎาคม 29th, 2009

หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

null

ดีไม่ดี… อยู่ที่ใจเรา
หัวเราะ… เมื่ออยากหัวเราะ
ร้องไห้… เมื่ออยากร้องไห้
และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!
อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ…
จงทำอะไรที่ใจอยากทำ!
ตัวหนังสือ… เขียนผิด… ลบได้
การกระทำ… ทำผิด… เอาอะไรลบ
นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ…!
จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย…
ล้มเมื่อไรจะได้รีบลุก…
ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ก้าวอย่าง ของ ความเหน็ดเหนื่อย
ทุกก้าวย่าง ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ
ต่อให้ทุกข์ที่สุด… ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ในเมื่อ… ชีวิต… มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์
หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์
แล้วทุกข์ที่สุด… ก็จะเป็นทุกข์แค่นี้เอง!
ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ
ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่…
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่
แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก… หัวใจเรียกร้อง… ต่างหาก
ดีไม่ดี… อยู่ที่ใจเรา…
ถ้าใจเรา… คิดดี ก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี… ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี… สิ่งเลวร้าย… ก็จะคลี่คลายเป็น… ดี!

เรียนนิติศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

กรกฎาคม 28th, 2009

 

เรียนนิติศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ       

 

ภิรมย์พร  ไชยยนต์*

 

บทนำ**

นิติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นการศึกษาเครื่องมือในการควบคุมคนในสังคม คนที่เรียนจะต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าปกติ หลายคนที่ตัดสินใจมาเรียนศาสตร์นี้คงตระหนักดีว่าศาสตร์ที่เรียนนี้สำคัญแค่ไหน  และการจะเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก  แต่หากนั่นคือเป้าหมายของเรา  การเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป การเรียนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง

 

จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้

                การที่เราจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดนั้น ก่อนอื่นต้องรักในสิ่งที่เรียนก่อน ถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ว่าเรารักที่จะเรียนหรือไม่ เมื่อคำตอบคือใช่หรือคำตอบคือไม่แน่ใจ จงทำใจให้รักแล้วทุกอย่างก็จะสำเร็จ 

1.       การเรียน  

การเข้าเรียน  การเข้าเรียนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากนักศึกษาควรที่จะเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อทำให้เข้าใจตัวบทกฎหมาย  เข้าใจฎีกาที่สำคัญต่างๆได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นนักศึกษายังได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่มาให้ความรู้ หากนักศึกษามีข้อข้องใจก็สามารถสอบถามอาจารย์ได้และในขณะที่เรียนนั้นควรที่จะมีการจดย่อประเด็นสำคัญในวิชาที่อาจารย์สอนว่าหัวใจสำคัญของวิชานั้นๆ คืออะไรนอกจากจะเป็นการทบทวนบทเรียนด้วยภาษาของตนเองแล้วเมื่อใกล้สอบยังสามารถอ่านสมุดจดประกอบช่วยให้อ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายขึ้น การเรียนกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องเรียนให้เกิดความสงสัย แล้วพยายามตั้งคำถาม  ถามอาจารย์ที่สอน               ถามเพื่อน รวมทั้งถามตัวเองอยู่เสมอว่าวิชาที่เรียนนั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและสร้างความสงบสุขให้แก่สังคมได้อย่างไร

การอ่านหนังสือ  การอ่านหนังสือสำหรับนักศึกษากฎหมายนั้นเป็นเรื่องคู่กัน  นักศึกษาต้องอ่านหนังสือให้มากและต้องจัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือให้ได้  โดยในแต่ละวันต้องกำหนดว่าจะอ่านกี่ชั่วโมง  ต้องมีการวางแผนอยู่เสมอและมีวินัยในตัวเองให้มาก ซึ่งแต่ละคนนั้นความเข้าใจไม่เหมือนกันบางคนอ่านแล้วเข้าใจง่ายก็ใช้เวลาอ่านไม่นาน บางคนต้องอ่านหลายรอบจึงเข้าใจจึงต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือค่อนข้างมาก  ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องจัดสรรให้เหมาะสมกับตัวเอง ส่วนหนังสือที่ต้องอ่านคือหนังสือที่อาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้นแนะนำในชั้นเรียนน่าจะดีที่สุด  แต่อย่างไรก็ตามหนังสือมีจำนวนมากดังควรเลือกอ่านหนังสือที่นักศึกษาอ่านแล้วมีความเข้าใจ อ่านง่ายมากที่สุดสำหรับนักศึกษา นอกจากหนังสือเรียนแล้วจะต้อง บทความทางกฎหมายและอ่านคำพิพากษาฎีกาด้วย  เพราะคำพิพากษาฎีกานั้นนอกจากจะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันแล้ว ยังเป็นตัวอย่างในการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายที่ดีอันจะเป็นแนวทางที่จะทำให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

การอ่านหนังสือ สำหรับนักศึกษาใหม่นั้นต้องรวบรวมสมาธิให้ดีเพราะหากไม่มีสมาธิแล้วจะทำให้อ่านหนังสือได้น้อยและไม่เข้าใจ  จึงต้องฝึกฝนโดยการอ่านอย่างสม่ำเสมอ สถานที่ในการอ่านก็สำคัญควรเลือกให้เหมาะสม  เช่น ห้องสมุดนั้นเงียบเหมาะแก่การหนังสือ เพื่อให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากที่สุด    

การสอบ ก่อนอื่นที่สำคัญคือการเตรียมตัวสอบ นักศึกษาต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะสอบ                   ต้องอ่านหนังสือให้เข้าใจอย่างน้อย 1 รอบ และต้องท่องจำหลักกฎหมายให้ได้  การเตรียมตัวที่ดีอย่างหนึ่งในการสอบคือการฝึกเขียนตอบข้อสอบ  โดยการนำแบบทดสอบหรือข้อสอบเก่ามาฝึกทำเพื่อฝึกทักษะการจับประเด็นในข้อสอบ  ฝึกให้เกิดการสงสัย   ฝึกการใช้ภาษากฎหมายในการเขียนตอบข้อสอบ เพราะการตอบข้อสอบกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องใช้ภาษากฎหมายในการตอบข้อสอบจึงจะได้คะแนนดี  และการทำข้อสอบต้องมีการวางแผนเวลาในการทำข้อสอบว่าแต่ละข้อควรใช้เวลาประมาณเท่าไหร่จะได้ทำให้ทันเวลาครบถ้วนทุกข้อ และการทำข้อสอบนั้นไม่จำต้องทำเรียงข้อ  หากทำข้อไหนได้ก็สามารถทำได้ก่อนแล้วค่อยทำข้อที่ยากทีหลังได้                   

 ก่อนเข้าห้องสอบนักศึกษาต้องทำสมาธิให้นิ่งและพร้อมที่สุดในการทำข้อสอบ   อาจจะทำโดยการหามุมสงบทำสมาธิประมาณ5-10นาที ที่สำคัญอย่าเข้าห้องสอบช้าเพราะจะทำให้ลนลานไม่มีสมาธิและควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สะอาดจะได้ไม่เป็นอุปสรรค์ในการทำข้อสอบ ส่วนการทำข้อสอบกฎหมายในระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีทั้งข้อสอบทฤษฎีหรืออธิบาย และข้อสอบตุ๊กตาหรือข้อสอบวินิจฉัยซึ่งข้อสอบวินิจฉัยนั้นมีทั้งหมด 3 ส่วนคือ  ส่วนแรกคือตั้งประเด็นและวางหลักกฎหมาย ตามด้วย การปรับข้อเท็จจริงเข้ากับหลักกฎหมาย  และสุดท้ายคือ สรุปหรือฟันธงคำตอบนั่นเอง โดยข้อสอบในแต่ละส่วนนั้นจะมีอัตราการให้คะแนนแตกต่างกัน จะต้องศึกษาให้ดี

2.       การใช้ชีวิตประจำวัน

การวางแผนการใช้จ่าย   การใช้ชีวิตประจำวันก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน  เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นต้องออกจากบ้านมาอยู่เองโดยที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง ต้องปรับตัวและจัดระบบชีวิตให้เป็น  นอกจากการปรับตัวแล้วการใช้จ่ายก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  การเรียนระดับมหาวิทยาลัยนั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก หากใช้จ่ายซุ่มเฟือยเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดปัญหาและส่งผลต่อการเรียนได้  ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องวางแผนการใช้จ่ายให้พอเพียง ใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด การอยู่ในกลุ่มเพื่อนหรือสังคมไม่จำเป็นต้องตามเพื่อนหรือตามแฟชั่นจนทำให้ตัวเองต้องลำบาก

                การดูแลสุขภาพ นักศึกษาต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์   พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพียงพอนั้นจะทำให้นักศึกษามีความจำที่ดี  และเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การจับกลุ่มติว การติวถือว่าเป็นส่วนที่ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการเสวนาข้อกฎหมายกันภายในกลุ่มเพื่อนอยู่อย่างสม่ำเสมออาจจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวสารต่างๆมาประกอบการเสวนาก็ได้ การติวนั้นเพื่อนจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นและในความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

การเข้าร่วมกิจกรรม  กิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยนั้นล้วนแต่มีประโยชน์แก่นักศึกษาทั้งสิ้น เพราะทำให้นักศึกษารู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น  รู้จักระบบการทำงาน  และได้รู้จักคบเพื่อนที่หลากหลาย  แต่เนื่องด้วยนักศึกษานิติศาสตร์นั้นต้องเรียนค่อนข้างหนัก  ดังนั้นจึงควรเลือกทำเฉพาะกิจกรรมที่ชอบหรือสนใจไม่มากเกินไป  เพื่อไม่กระทบแก่การเรียนของนักศึกษาเอง

บทส่งท้าย            

อย่างไรก็ดีการที่จะเรียนให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจของแต่ละบุคคล เมื่อนักศึกษามีความมุ่งมั่นตั้งใจ  ขยันและอดทน  มีความเพียรพยายามผู้นั้นต้องประสบความสำเร็จในการเรียนนิติศาสตร์อย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่าไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่มีการลงทุนลงแรงเป็นแน่  ขอให้ทุกคนเรียนรู้อย่างมีความสุข   ใช้ชีวิตอย่างสมดุล สำหรับผู้เขียนในการเรียนนิติศาสตร์ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ถือว่าผ่านขั้นที่ 1 แล้วเท่านั้นเพราะ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดแต่อย่างใด

 

เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

สุภาษิตจีน

 

 

 


*นิติศาสตรบันฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, อาจารย์ประจำสาขาวิชากฎหมายเอกชนและธุรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

**เป็นความคิดเห็นและแนวทางปฏิบัติจากประสบการณ์การเรียนของผู้เขียน 

ความหวังครั้งใหม๋

มิถุนายน 19th, 2009

ในความเป็นจริงแล้วทุกคนมีความหวังด้วยกันทั้งนั้น  แต่บางที่การที่เราจะมองเห็นอะไรสักอย่างนั้นมันไม่ง่ายเสียทีเดียวแต่เราจะต้องใช้เวลา บางคนใข้เวลายาวนาน  แต่บางคนใช้เวลาแต่ไม่นานก็เจอมันอยู่ที่การคิดและการตัดสินใจด้วย  อะไรล่ะที่เราจะนำมาตัดสินใจว่าใช่หรือไม่หรือว่าดีไม่ดี  นั้นคือเหตผล  ในยามที่เราคิดว่าเราไ่ม่เหลืออะไรสักอย่างแต่อย่างน้อยเราลืมคิดไปว่า  เรายังมีความคิดที่คิดออกมาได้ว่าเราไม่มีอะไร  แต่ทำไม่เราไม่ใช้ความคิดนั้นหันมาคิดในทางกลับกันบ้างล่ะ  ว่าเรายังมีทางที่จะคิดได้อีกมากมายนอกจากความเสียใจ ท้อใจ  น้อยใจ  คิดให้กำัลังใจตัวเอง หาทางออกให้ต้วเอง  ทุกอย่างต้องรอเวลาทั้งนั้น  จงจำใว้…**-*–*-*-***—**/

กาลเวลา . . . นำพาใครสักคนเดินผ่านเข้ามาในชีวิต

มิถุนายน 1st, 2009

กาลเวลา . . . นำพาใครสักคนเดินผ่านเข้ามาในชีวิต
กาลเวลา . . . ทำให้เราพบเจอใครสักคน
กาลเวลา . . . ทำให้พบว่า การที่เดินจากมาด้วยตัวเอง
ทำให้ได้เจอกับโลกใบใหม่ที่สวยงามกว่าเดิม

กาลเวลา . . . ทำให้เราเองเข้มแข็ง
กาลเวลา . . . ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย
กาลเวลา . . . ทำให้เค้าคนนั้นเข้ามาทักทายกับคนที่แสนเศร้า
เข้ามาเติมช่องว่างที่หายไปจากวันนั้น . . .

บางครั้งกาลเวลาก็กลั่นแกล้ง
ทำให้เราได้ทุกข์ใจ หึงหวง หรืออยู่ไม่เป็นสุข
จนทำให้ความรักของสองเราไม่สามารถไปด้วยกันได้
และนำมาซึ่งการเลิกรา
แต่วันหนึ่งกาลเวลา ก็ค่อยๆ ทำให้เราลืมเรื่องราวของคนเก่าๆได้

ขอบคุณฟ้า . . .
ขอบคุณกาลเวลา . . .
ขอบคุณพรหมลิขิต
ขอบคุณทุกสิ่ง . . .
ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงว่า รักคืออะไร
หรือความทุกข์จากรักเป็นเช่นไร
แม้วันนี้จะเจ็บ แต่ก็ขอขอบคุณจริงๆ

ISO 15189:2007

มีนาคม 24th, 2009

สำหรับมุมนี้ขอเอาวิชาการด้าน LAB มาคุยกันหน่อยน่ะครับ

จะขอเล่าพอเป็นสังเขป  เกี่ยวกับระบบคุณภาพทางห้อง LAB ในเเวดวงวิชาชีพเทคนิคการเเพทย์ของพวกเรา ISO มีความจำเป็นเเละเป็นเครื่องการันตีระดับ สากลนิยม(ยอมรับทั่วโลก)  ถึงระบบที่เรานำมาใช้เพื่อ บ่งบอกว่าเรามีการ action ที่ส่งผลให้เกิดคุณภาพเกิดขึ้นในกระบวนการของเราน่ะ สามารถอ้างอิงได้  เชื่อถือได้  ตรวจสอบย้อนกลับได้ เ      เละมีเครดิตเป็นหน้าเป็นตาของห้อง LAB เเละสอดคล้องกับนโยบายคุณภาพของรพ.หรือองค์กร สถาบัน ที่เราทำงานนั้นๆได้

 

สำหรับ version ล่าสุด คือ 

 ISO 15189 : 2007                                                                              

 เป็นระบบที่เกี่ยวกับห้อง LAB ทางการเเพทย์ ในงานประจำวันของพวกเราชาวเทคนิคการเเพทย์                                    เเละทางสภาเทคนิคการเเพทย์ ก็มีมาตรฐานงานเทคนิคการเเพทย์ 2551 ฉบับภาษาไทย เป็นไกด์ไลน์ให้เเล้ว  

หากจะเจาะข้อกำหนดอย่างละเอียด ของ ISO 15189:2007 ทุกข้อกำหนดก็จะดูยาวเกินไป จึงจะนำข้อกำหนดดังกล่าวไปเทียบเคียงกับมาตรฐานฯ ของสภาเทคนิคฯ  ที่เป็นองค์กรที่ควบคุมดูเเลวิชาชีพพวกเราอยู่ เเละเลือกบางหัวข้อที่สำคัญมาพิมพ์ในบลอคนี้น่ะครับ 

ขอสรุปให้เข้าใจง่ายถึงความจำเป็นพื้นฐานที่ทุก LAB ควรจะมี พึงจะมี หรือมีอยู่เเล้วก็ทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นๆ                             จึงขอเลือกหัวข้อที่สำคัญ ที่จะนำไปทำเป็นระเบียบปฏิบัติการต่างๆ ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร                                  ระบบISO เขาดูกันที่เอกสารเป็นสำคัญ การที่เราพูดลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานประกอบเเสดงให้เห็น เเม้ว่าเราจะทำดี ทำถูกต้องเเล้วก็ตามเขาจะไม่ยอมรับ  เพราะเขายอมรับที่ตัวหนังสืออักษร หรือหลักฐานที่เป็นมาตรฐานเชื่อถือได้ อีกทั้งมีการควบคุมได้ ตรวจสอบย้อนหลังได้   งานเอกสารจึงเป็นเรื่องที่จุกจิก หยุมหยิม เเละอาจน่าเบื่อไปเลยสำหรับ ใครหลายๆคน เเต่นั่นเป็นการเขียนหรือร่างหลักการ ที่จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ยามเกิดปัญหาหรือข้อบกพร่องขึ้นมาในขั้นตอนการทำงาน  นี่เเหล่ะจะเป็นพยานในชั้นศาลได้ ขอให้เราจงเข้าใจเเละตระหนักให้ดีว่าสำคัญเพียงใด   ใน ทุกวันนี้สังคมเป็นระบบทุนนิยม เเม้เเต่วงการแพทย์ก็มีเรื่องราวการฟ้องร้องเอาเรื่องเอาราวมากมายจากคนไข้ มากกว่ายุคก่อนๆเหลือเกิน ทั้งๆที่เราตั้งใจเเละทำดีที่สุดเเล้ว   เเต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ย่อมเพ่งโทษตินู่น นั่นนี่ และไม่พอใจ เรียกร้องจากคนอื่นมากมาย  จนลืมมองตัวเอง           เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นอะไรที่จะ protect ตัวเรา  ตัวเขา เเละ ส่วนรวมขององค์กร ก็ให้ทำให้เคยชินเเละเป็นนิสัยกันเถิด        เพื่อจะได้มีระบบรองรับ ยามเกิดปัญหาต่างๆตามมา  เราจะได้ตอบได้ว่า เรามีระบบเเล้ว  เราทำดีที่สุดตามระบบเเล้ว           ส่วนที่จะควบคุมไม่ได้ เเละเป็นปัญญา มันเกิดจาก error ในกระบวนการตรงไหน  เราค่อยมาว่ากันอีกที

 

หัวข้อ

4.1 ว่าด้วยเรื่อง Organization and management

มันก็คือเรื่ององค์กรเเละการบริหาร (รายละเอียดจะไม่เหมือนกันเเล้วเเต่ประเภท LAB หรือ รพ. หรือองค์กรที่เราสังกัด ไปดูรายละเอียดกันเเบบเจาะลึกเองน่ะครับ)

4.2 Quality  management  system  ว่าด้วยระบบบริหารคุณภาพที่จำมาใช้ในองค์กร ก็สืบเนื่องจาก ข้อ 4.1 ครับ

4..15  Management   Reveiw   เรื่องการทบทวนระบบคุณภาพ (พวกนี้จะเป็นการประชุมทั้ง องค์กร ทั้งใน LAB เองเเละฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆใน รพ.  เป็นการประชุมประจำปี โดยเอาปัญหา เอานโยบายต่างๆในระบบองค์กรมาเจาะลึกคุยกัน             ทำการออกระเบียบวาระการประชุม เพื่อทบทวนการบริหารคุณภาพ ก็คือนำหัวข้อที่เกี่ยวกับงานเราครับ มาคุยกัน ทุกๆเรื่อง ทุกๆอย่างที่จะพัฒนา ทั้งเเง่ดี เเง่ไม่ดี เอามาคุยกันหมดในส่วนงานที่เราเกี่ยวข้อง  สำหรับของชาว MT ก็เป็นเรื่องทางห้องเเลปนั่นเองครับ)

4.4 Review  of  contracts   เป็นการทบทวนข้อตกลงกับผู้รับบริการ  อันนี้ LAB จะร่างเป็นคู่มือข้อตกลงระหว่างเเลปกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ออกมาเลยเป็นระเบียบ เป็นคู่มือหนังสือออกมาเลยครับ เเละเนื้อหาจะบอกเลย ว่า LAB ทำอะไร  เก็บตัวอย่างอย่างไร การขนส่ง การรักษาสภาพสิ่งส่งตรวจ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบ  จะออกรายงานผลเเลปเมื่อไหร่  ออกผลอย่างไร    เปิดที่ทำงานกี่โมง  ปิดกี่โมง  รับสิ่งส่งตรวจวันไหน วันไหนเป็นวันหยุด   หรืออะไรที่เกี่ยวกับข้อจำกัด ข้อตกลง ที่เราทำให้ได้ เน้นว่าถ้าเราทำให้ในเเลปเราไม่ได้ ก็ไม่ต้องเขียนใส่ลงไป เพราะจะตกลงเฉพาะ สิ่งที่คุณทำได้จริง เเละผู้รับบริการ          (หมายถึง เเพทย์ พยาบาล ผู้เกี่ยวข้อง)  รู้เรื่องเข้าใจ เเละทำให้งานเราดำเนินต่อไปได้ด้วยคุณภาพที่ดี   )

5.1 Personnel
ว่าด้วยเรื่อง บุคลากร คุณต้อง 1. มีนโยบาย 2.มีหัวหน้าห้องปฏิบัติการ 3.มีการพัฒนาบุคลากร
หลักๆ มี 3 กรณีเเล้วไปเเตกยอดออกเป็นเเฟ้มเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง
พวก JD ที่บอกรายละเอียดความรับผิดชอบในองค์กร ภาระกิจที่ทำ งานหลัก งานรอง
มีการอบรม มีการ training (มีหลักฐานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเเสดงให้เขาเห็นด้วย)
เเละมีการทำ Competency test คือการทดสอบตัวเราเอง เเละเพื่อนที่ทำงานด้วยกันนั่นเเหล่ะ
โดยตัวอย่าง unknown ที่รู้ค่าหรือรู้ผลการทดสอบเเล้ว เเล้วให้เราทำในระบบงาน routine
ปกติ เเละนำผลที่ได้มาเทียบกับเฉลยที่รู้เเล้ว มีการให้คะเเนน มีเกณฑืว่า ต้องทำได้เท่าไหร่ถึงจะผ่าน อะไรอย่างนี้ คล้ายการสอบเเลป นั่นเเหล่ะ เเล้วเก็บหลักฐานพวกนี้ไว้ใน เเฟ้มเพื่อเป็นข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกในเเลป เเต่ละคน สามารถ update ได้เรื่อยๆ  การทำ EQA ขององค์กรภายนอก เช่นกรมวิทย์ หรือคณะเเพทย์ศิริราช เป็นต้นก็นำมาเป็น Competency ได้ โดยเรามีมาตรฐานเอง ว่าควรตอบถูก ยังไง 100 % หรือเป็นexcellent best good ตามระดับความสามารถ อะไรทำนองนี้ ถ้าเรามีทำเเบบนี้ก็ถือว่าเรามีตามข้อกำหนดเรื่อง บุคลากร

5.3 Laboratory equipment ว่าด้วยเรื่องเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ
อันนี้เป็น ทฤษฎี เเละหลักการทางวิชาการล้วนๆไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของเครื่องในการใช้งาน มีการชี้บ่ง(มีป้ายที่เเปะๆ บอกชื่อเครื่องตำเเหน่งเครื่องนั่นเเหล่ะ) มีการปรับเทียบ (calibration) ยกตัวอย่างเช่น การทำ CD4 ด้วยเครื่องflow cytometer จะมีเชคสภาพ Fluidicty เเละระบบเเสง Laser ของเครื่องก่อนทำงานเสมอทุกวันที่เปิดเครื่องตอนเช้าโดยในขั้นการทำ FLOW SET, FLOW CHECK ก่อนลงมือทำงานประจำวัน การทำพวกนี้เพื่อทดสอบความพร้อมของเครื่อง automate         นั่นเเหล่ะเขาเรียกว่า การ  Calibration ซึ่งเเต่ล่ะรายการจะมีค่าออกมาซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของเครื่อง   เราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ จะเเก้ไขยังไงหากมีปัญหา นี่เขาเรียก ว่า การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเครื่องหลังจากสอบเทียบ
รวมไปถึงการใช้คอมพิวเตอร์ ที่เป็นระบบพ่วงต่อ จาก automate เข้ากับระบบ LAN ของ LAB
ก็ต้องมีระเบียบการออกมาให้คนทำงานเข้าใจ เเละทำได้ทุกคน ที่เกี่ยวข้องกับงานดังกล่าว
มีบันทึกครุภัณฑ์ ต้องเข้าใจน่ะว่า ครุภัณฑ์ จะเป็นพวกเครื่องมือที่มีขนาดใหญ่ ส่วนวัสดุอุปกรณ์
จะเป็นสิ้นส่วนเล็กๆ ทางห้อง LAB ที่เกี่ยวกับงาน ความหมายต่างกัน ให้เเยกหัวข้อกันน่ะครับ
พัสดุ ส่วนมากจะสิ้นเปลือง ใช้หมด ต้องมีรับมาเเละจ่ายไป เเต่ครุภัณฑ์ จะมีการซ่อมเเซม
ไม่ได้หายไป เเต่มีการเสื่อมไปตามกาลเวลา

4.6 External services and supplies ว่าด้วยเรื่องการจัดซื้อเเละใช้บริการภายนอก
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เกี่ยวกับหลายฝ่าย มีคนมาเอี่ยวด้วยเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเเพทย์ ผอ.
คณะกรรมการทั้งหลาย ที่ต้องมายุ่งด้วย เพื่อให้การทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้เเละ มีขั้นตอน
เขียนไปอย่างละเอียดเลย ว่าจะมีเกณฑ์ยังไง (อย่าลืมว่านักเทคนิคการเเพทย์เป็นคนใช้เครื่อง
ต้องเเข็งกร้าวกับหมอบ้าง ในส่วนเรื่องมาตรฐาน อย่าไปยอมเขา เพราะเห็นว่าถูก หรือประหยัด
เพียงอย่างเดียว อะไรที่มันจะกระทบต่องานเเละคุณภาพ เเละส่งผลร้ายต่อคนทำงานอย่างเรา
เราต้องลง หลักเกณฑ์ ให้ละเอียดเพื่อจะได้พิจารณาข้อดี ข้อเสีย ที่ทำการจัดซื้อจัดจ้าง
วัสดุ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือมาให้อย่าไปตามใจหมอเกินไปให้จำไว้ เเลปต้องมี POWER  บ้างครับ

 

4.5 Examination  by  referral   laboratories   (การส่งต่อห้องปฏิบัติการอื่นๆ)

ห้องปฏิบัติการรับส่งต่อ ต้องมีสถานะเป็นห้องปฏิบัติการที่ถูกกฎหมาย       มีระเบียบปฏิบัติการคัดเลือกเเละประเมิน พิจารณาความสามารถของห้อง LAB ที่รับส่งต่อ  เพื่อให้เเน่ใจคุณภาพ การบริการเป็นไปตามข้อกำหนด       มีรายชื่อรายการทดสอบ ระยะเวลาที่ให้บริการ ของห้อง LAB ที่รับส่งต่อ    รายงานที่มาจากห้อง LAB ที่รับส่งต่อ มีการตรวจสอบถูกต้องเเละครบถ้วน ส่งรายงานให้ผู้ใช้บริการโดยไม่มีการเเก้ไขรายงาน  เเละมีการสำเนาข้อมูลหรือจัดเก็บข้อมูลที่สามารถเรียกดูย้อนหลังไว้ที่ห้อง LAB ที่ให้บริการด้วย    มีการทบทวนข้อตกลง ที่มีต่อห้อง LAB รับส่งต่อ  ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เเละเก็บรักษาบันทึกการทบทวนตามข้อกำหนดของห้องปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่า ห้องปฏิบัติการส่งต่อมีคุณภาพตามข้อกำหนด มีการเลือกวิธีวิเคราะห์มีความเหมาะสม  มีข้อกำหนดขั้นตอน  Pre-anlytical    Post-analytical ที่ระบุเป็นเอกสารที่ชัดเจนและห้องปฏิบัติการส่งต่อมีความรับผิดชอบต่อการแปลผลการวิเคราะห์  (ห้องปฏิบัติการส่งต่อ อาจเพิ่มเติม การเเปลผลในหมายเหตุ   ให้กับผู้ส่งตรวจ โดยต้องระบุชื่อผู้แปลผลใบรายงานผล เเละลงเลขที่ประกอบวิชาขีพเทคนิคการเเพทย์  เช่น ทนพ.ชาญชัย  ทน.5910 กำกับไว้ที่รายงานเอกสารทุกครั้ง)

Merry Chrismas & Happy New Year 2009

มกราคม 2nd, 2009

 

 

Ho ho hooo! I am dancing Santa Claus and I have a wish for you.

Watch my dancing Santa video card at

 

http://www.dancingsantacard.com/?santa=7262635

 

From…   “MoMMaM”

บางมุม..ของชีวิต

ธันวาคม 28th, 2008

ได้รับของรางวัลจากการประกวดภาพพ่อลูกผูกพันธ์
จากทีมงาน Medtechzone แล้วค่ะ
รางวัลชนะเลิศ อันดับหนึ่ง….((เพราะมีส่งประกวดอยู่คนเดียว))
เอิ้กกกกกก

ขอบคุณมากมายค่ะ…มอมแมมชอบม๊ากกกกก

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้..อยู่บ้านทั้งวัน ไม่ได้ออกไปไหน
ก็เลยมีเวลาได้เปิด Photoshop ทำรูปเล่นบ้าง เดี๋ยวจะลืม
((เพราะพักหลัง ๆ มักจะใช้แต่ Photoscape เพราะง่ายกว่า))
เอาภาพมาทำขาว-ดำ
เล่นสีเป็นบางที่
สวย..แปลกตา ไปอีกแบบนึง เนอะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละลูก
อย่างน้อย มันก็มีเหลี่ยม มีมุม มีสีสันดี ดี
ให้ได้มอง ให้ได้ค้นหา
อยู่ที่เรา..จะหามันเจอหรือเปล่า
และฉกฉวยเอากับมันได้แค่ไหน

…มีความสุขกับมัน นะลูกนะ…