ตะเวนไหว้พระ ตะลอนกรุง

กุมภาพันธ์ 24th, 2010

Auspicious time

ปีใหม่ที่ผ่านมาหลายๆคนคงมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด  หรือต่างประเทศ   แต่สำหรับคนมีเวร ( มีกรรม) ไม่ใช่สิ   คนที่ต้องทำงานอยู่เวรอย่างมดตะลอน  และชาว lab อีกหลายคน  คงต้องใช้เวลาว่างที่มีอยู่น้อยนิดตระเวนเที่ยวในกรุงเทพ  เพราะคิดว่ารถคงไม่ติดการเดินทางน่าจะสะดวก  แต่สิ่งที่คิดไว้ผิดทั้งหมด  วันที่ 2  ม.ค. เป็นวันที่รถติดมากๆ  หลายคนใจตรงกันเดินทางไปทำบุญไหว้พระในวันนี้  แต่ไม่เป็นไรถึงแต่ละวัดจะมีคนมาแน่นมากๆแต่ก็ตั้งใจมาแล้ว  ก็เริ่มต้นที่แรกเอาฤกษ์เอาชัยที่วัดไตรมิตร  ซึ่งมี พระมหามณฑปเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ได้เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้บุคคลผู้สนใจและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เยี่ยมชมนิทรรศการต่างๆ ที่ได้จัดแสดงไว้ภายในพระมหามณฑปแห่งนี้ โดยพระมหามณฑปจะเปิดให้เยี่ยมชมได้ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. ถึง ๑๗.๐๐ น. เฉพาะชั้นที่ ๒ และชั้นที่ ๓ เปิดทุกวันอังคาร - อาทิตย์ (หยุด - ปิดวันจันทร์) แต่สำหรับชั้นที่ ๔ อันเป็นชั้นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร จะเปิดให้นมัสการหลวงพ่อทองคำได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด

มุมเก๋ๆหน้ากระทรวงกลาโหม

พระมหามณฑป

แต่วันนั้นคนเยอะมากเข้าไปข้างในไม่ได้จึงถ่ายรูปหลวงพ่อทองคำจากระเบียงข้างนอก

แล้ววัดต่อไปคือวัดมังกรกมลาวาส  หรือวัดเล่งเน่ยยี่  เป็นวัดจีนที่มีผู้คนมาทำบุญในช่วงปีใหม่เยอะมากๆทำให้แสบตาน้ำหูน้ำตาไหลเพราะควันธูปตลบอบอวนเกือบเอาชีวิตไม่รอดต้องคอยระวังเวลาจุดธูปต้องยกขึ้นสูงๆ

จากนั้นก็เดินลัดเลาะผ่านเยาวราชหาอะไรรองท้อง  เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง  แล้วก็ไปต่อวัดที่สามคือวัดสุทัศ หรือ วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย
จากนั้นก็ไปกันต่อที่หมายต่อไปคือวัดราชนัดดารามวรวิหาร หรือวัดโลหะปราสาท   เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดวรวิหาร    ตั้งอยู่ต้นถนนมหาชัยที่ตัดกับถนนราชดำเนินกลาง  เป็นวัดที่สวยและโดดเด่นมาก   เป็นบริเวณที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๓   แห่ง พระบรมราชจักรีวงศ์     มีมูลเหตุการสร้างวัดในปี พ.ศ. ๒๓๘๙   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชปรารถจะสร้างพระอาราม   เพื่อให้ปรากฏเป็นเกียรติยศ แก่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี    ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ได้สถาปนาเป็นสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี พระมเหสีองค์แรก ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว        จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น  โลหะปราสาทเป็นโลหะปราสาทองค์แรกและองค์เดียวของไทย และถือเป็นองค์ที่ 3 ของโลกยอดปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานที่ยอดปราสาท   ต้องเดินขึ้นบรรไดวนขึ้นไปที่ยอดปราสาท  ซึ่งจะขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุได้ครั้งละ  3  -  4  คนเพราะที่ยอดปราสาทจะแคบๆ  หลังจากเดินลงจากปราสาทก็หมดแรงซะแล้ว   จึงตัดสินใจไปวัดโพธิเป็นวัดสุดท้ายแระกัน   จบทริปก็หมดแรงพอดี  แล้วทริปหน้าจะเก็บรูปมาฝากอีกนะคะ
by…. Mod  ta  lon

พระราชประวัติ

มกราคม 6th, 2010

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

พระราชประวัติฉบับการ์ตูน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษกับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนีเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุมต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น

ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพฯ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนเมียร์มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา

ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ชืออิส โรมองต์ เมืองแชลลี ชือ โลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาชีค กังโดนาลแห่งเมืองโลซานน์ แล้วทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในพุทธศักราช ๒๔๗๗ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ และได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในพุทธศักราช ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการชั่วคราวแล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ และในพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม

ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี 

หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาสุขภาพ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ และระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์อยู่นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์ คือ

  • สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมารเสด็จพระราชสมภพ

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕

  • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘

  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐

ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวชด้วยทรงพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ประชาชนของพระองค์เลื่อมใสกันอยู่เป็นจำนวนมากยิ่งทรงมีโอกาสคุ้นเคยกับหลักการและทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจก็ทรงมีพระราชศรัทธายิ่งขึ้น เพราะได้ประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า ธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกอบด้วยเหตุผลและสัจจธรรม แม้ผู้ใดจะวิจารณ์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะไม่เสื่อมถอยในความนิยมเชื่อถือทั้งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการีตามคตินิยมอีกโสตหนึ่งด้วย จึงได้เสด็จออกทรงผนวชณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙เสร็จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหารโดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเองและในพุทธศักราช ๒๕๐๐ ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบัน

 

********************************************************************

 

ยินดีต้อนรับ

ธันวาคม 21st, 2009

สวัสดีครับ พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาดูบล็อกของผม

เพื่อนรักร่วมเดินทาง ล่องเรือไหว้พระเก้าวัด เสริมบุญ บารมี ปีที่ 3 (2009)

พฤศจิกายน 12th, 2009

จุดเริ่มต้น พร้อมกันที่วัดใหญ่สว่างอารมณ์ เตรียมลงเรือ 2 ชั้น เวลา 11.00 น. (จริงๆ ตั้งใจลงเรือรอบ 10.00 น. แต่มาสายกันน่ะ)

พอถึงเวลา 11.00 น. เรือที่เทียบท่ารออยู่ (เพื่อนยืนบังเรืออยู่) เตรียมจะออกไปส่งที่วัดแล้ว ขอชมทีมงานจ. นนทบุรี มี Teamwork ที่ยอดเยี่ยมมาก ทุกคนน่ารัก มนุษยสัมพันธ์ดีมาก ให้ความช่วยเหลือ และดูแลนักท่องเที่ยวดีจริงๆ ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะยิงคำถามอะไรก็สามารถตอบกันได้หมดทุกคน (ของเค้าดีจริงๆ )

พอพวกเราลงเรือ ก็เลือกนั่งที่ชั้น 2 แล้วก็เริ่มวุ่นวายเรื่องถ่ายรูปกันใหญ่ สงสัยคนที่ร่วมลงเรือพร้อมพวกเราคงรำคาญกันน่าดู อ้อ! ลืมบอกว่า ไหว้พระเก้าวัด เริ่มวัดแรก ก็คือ วัดใหญ่สว่างอารมณ์นะคะ

 

ก็ยังวุ่นวาย ถ่ายรูปกันต่อไป ขอบอกว่าเรือจะไปส่งพวกเราที่เกาะเกร็ดค่ะ วัดทั้ง 8 วัดที่ไปไหว้ ก็คือ วัดที่อยู่รอบๆ เกาะเกร็ดนั่นเอง นั่งเรือ บรรยากาศดีมาก ลมพัดเย็นสบายๆๆๆ

เย้เย้เย้ รูปนี้ครบกันทุกคนเลย

เย้เย้เย้ รูปนี้ครบกันทุกคนเลย

ฉากหลัง เป็นพระองค์ใหญ่มาก คือ วัดบางจาก ซึ่งไม่ได้อยู่ในทริป แต่ ว้า! เพื่อนจิ๋วบังเกือบมิดเลย

 

เพื่อนจุ๋มกับแผนที่ (ที่ไม่ได้ใช้เล้ย)

ความเป็นตัวตนของเรา

ตุลาคม 1st, 2009

เราเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าทุกวันนนี้เรากำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไรหรือ บางครั้ง เราเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเราเองเลยใช่มั๊ย นั่นแสดงว่าเรายังไม่เจอคำตอบ เรานั้นจึงต้องออกค้นหาความเป็นตัวของเราเอง…

ความฝัน

สิงหาคม 14th, 2009

ความฝันไม่มีวันเป็นจริง by Frick  ณ คืนหนึ่งที่ทุกคนนอนหลับ จะมีใครคิดและรู้บ้างไหมว่าจิตใจของเราลอยไปที่ใด
เคยมีใครลองสังเกตเกี่ยวกับความฝันของตนเองบ้างไหมว่าแต่ละครั้งที่เรานอนแล้วฝันมันมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร
เราเป็นคนหนึ่งที่มักฝันในสิ่งที่เราเคยประสบในความฝันในครั้งก่อนๆ
ฝันแต่ละครั้งจะต่อเนื่องกันและมักจะรู้จักคนในความฝัน
ราวกับว่าเรานั้นมีตัวตนอยู่ในอีกมิติหนึ่งซึ่งกำลังดำเนินชีวิตเช่นกัน

หลายๆ ครั้งที่เราเกิดคำถาม…

สิงหาคม 8th, 2009

หลายๆ ครั้งที่คนเราเวลาเกิดคำถามของความรักที่อยากรู้ขึ้นมา
ก็อยากจะได้คำตอบ . . .

แต่พอได้คำตอบแล้ว ก็ยังต้องมาเป็นทุกข์กับคำตอบที่ได้นั้นอีก
ทั้งๆ ที่คำตอบนั้นคือความจริง
. . . เพราะอะไรน่ะเหรอ . . .
เพราะว่า จริงๆ แล้ว เราอาจจะไม่ได้อยากฟัง
คำตอบที่เป็นความจริง แต่เราคาดหวังที่จะได้ฟัง
คำตอบที่อยากจะได้มากกว่า . . .
. . .
และเมื่อคำตอบที่ได้รับ มันไม่ใช่คำตอบที่อยากได้
เราก็ทุกข์ใจ และค้างคาอยู่กับตรงนั้นไม่ยอมเลิก

. . . ทำให้ลืมเปลี่ยนมุม . . .

ที่สามารถมองให้เป็นอย่างอื่นได้อีก สำหรับในเรื่องของความรัก
ความคลุมเครือนี่แหละ คือสิ่งที่ทรมานจิตใจที่สุด
แต่!!!! ชีวิตของคนเราจะแกร่งขึ้น เมื่อถูกทดสอบด้วยความจริงที่โหดร้ายเสมอ

และการยอมรับความจริงนั้น ไม่ใช่การยอมแพ้
แต่เป็นการที่เราจะต้องยอมทำใจสำหรับบางเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขมันได้อีก
เพื่อจะได้มีแรงเก็บไว้มีกำลังใจกับเรื่องอื่นๆ
ที่จะเข้ามาอีกในวันข้างหน้า
เมื่อเราสามารถรับมือกับเรื่องต่างๆ
บนโลกของความจริงได้
เราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสนุกขึ้น
และอยากให้มองเรื่องที่ผ่านมานั้นเป็นแง่บวก+
พร้อมยิ้มรับกับความจริง ^^
. . . แล้วเดินหน้าต่อไป
เพราะเวลาที่เราเลิกร้องไห้เมื่อไหร่
เราก็จะมองเห็นทางเดินข้างหน้าที่ชัดเจนขึ้นเมื่อนั้น. . .

วิธีฝึกการมองโลกหรือมองคนอื่น สิ่งอื่น ในแง่ดี หรือในด้านที่สวยงาม ที่ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันที่ท่านสามารถฝึกฝนได้ มีดังต่อไปนี้

1. ฝึกมองดอกไม้
ดอกไม้มีพลังพิเศษในตัวเอง ที่ไม่ว่าเมื่อใครมองมา ก็จะเห็นความสวยงามและรู้สึกดีเหมือนกันหมด จากการนั่งมองดอกไม้ ลองไล่สายตาไปสิ จากกลีบดอกสู่เกสรกวาดสายตามองรูปทรงและสีสันของมัน เห็นความสดชื่นในดอกไม้มั้ย เห็นกลีบที่บรรจงคลี่ออกอย่างเบิกบานนั้นมั้ย นี่ไง สิ่งสวยงาม ความสวยงาม ที่ตาเรามองเห็น และใจของเราก็สัมผัสได้

2. ฝึกมองภาพถ่ายหรืองานศิลปะ
ศิลปินเป็นผู้มีดวงตาพิเศษ เขามักจะเห็นความงามแม้ซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะถ่ายภาพหรือเขียนภาพ ศิลปินจะดึงความงามเหล่านั้นออกมาแสดงให้คนดูให้ประจักษ์ การชื่นชมภาพถ่ายสวยๆ หรืองานศิลปะดีๆ คือการสะสมความสวยงาม และการมองเห็นความงดงามเป็นการเสพรับด้านบวกเข้าสู่จิตใจ ทำให้เกิดการกล่อมเกลา และในที่สุดก็จะกลายเป็นคนที่ชอบมองด้านดีๆ หรือสิ่งสวยๆ งามๆ มากกว่าหมกมุ่นอยู่กับอะไรที่มันร้ายๆ ไม่น่ารู้ไม่น่าดู ไม่อยากรู้สึกด้วย

3. เพ่งพักตร์พระพุทธรูป
ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือของสกุลช่างไหน พระพุทธรูปก็มักจะมีวงพักตร์ที่งดงาม อิ่มเอิบแช่มชื่น และมีเมตตา เวลาที่สบพระเนตรหรือมองไปยังพระพักตร์ของพระพุทธรูป พลังแห่งความปิติอิ่มเอิบ และความเบิกบานก็มักจะแผ่ซ่านมาถึงตัวเราได้ด้วย

4. ฝึกทายหัว-ก้อย
เล่นปั่นแปะกับตัวเองบ่อยๆ เพื่อจะได้คอยทายว่าเหรียญที่เราปั่นนั้นจะออกหัวหรือก้อย หากใช้เหรียญสองเหรียญ ก็จะมีทั้งหัว กลาง และก้อย คำถามที่อาจจะเกิดขึ้นก็คือฝึกเล่นทำไม ฝึกเล่นเพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้ทายถูกทุกครั้งไป สิ่งที่เราคิดว่าเหรียญมักจะเป็นส่วนมาก คือการคาดการณ์หรือคาดเดาเอาทั้งนั้น

กับผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ใช่ว่าเราจะถ่องแท้กับสิ่งที่เขาเป็น หลายครั้งเราคาดเดาว่าเขาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และยึดเอาการคาดเดานั้นเป็นความจริง สิ่งที่เราคิดกับเขาจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างน่าเศร้า เกมปั่นแปะจะช่วยให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริง บางครั้งไม่ใช่ หรือไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลยสักนิด ฉะนั้น สิ่งที่เราคิดกับคนอื่นก็อาจผิดได้ เหมือนกับการทายหัว กลาง หรือก้อย นั่นแหละ

คิดถึงเธอ

สิงหาคม 5th, 2009

05082009

นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน  นิดจะเป็นยังไงบ้างนะ  ทำไมไม่ติดต่อกลับมาบ้างเลย

เมื่อคืนฝันถึงนิด เหมือนได้พบกันจริง ๆ  ดีใจมากเลยรู้มั๊ย

อีกนานไหม ที่เราจะได้พบกันอีก 

………………

love & think

แง่คิดดี..ดี

กรกฎาคม 29th, 2009

หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

null

ดีไม่ดี… อยู่ที่ใจเรา
หัวเราะ… เมื่ออยากหัวเราะ
ร้องไห้… เมื่ออยากร้องไห้
และต้องหัวเราะให้ได้หลังร้องไห้ทุกครั้ง!
อย่าทำอะไรที่ไม่อยากทำ…
จงทำอะไรที่ใจอยากทำ!
ตัวหนังสือ… เขียนผิด… ลบได้
การกระทำ… ทำผิด… เอาอะไรลบ
นึกว่าหมากำลังไล่ฟัดซิ…!
จะได้รีบวิ่งรี่เข้าเส้นชัย…
ล้มเมื่อไรจะได้รีบลุก…
ทุกย่างก้าว ของ ความฝัน คือ ก้าวอย่าง ของ ความเหน็ดเหนื่อย
ทุกก้าวย่าง ของ ความเหน็ดเหนื่อย คือ ก้าวย่าง ของ ความสำเร็จ
ต่อให้ทุกข์ที่สุด… ก็ต้องผ่านพ้นไปจนได้
เมื่อเรานั่งมองอดีต เรายังผ่านทุกข์มาได้ตั้งหลายทุกข์
ในเมื่อ… ชีวิต… มันยังมีชีวิต
ขอแค่อย่าทุกข์ก่อนเจอทุกข์
หลังทุกข์ อย่าทุกข์อีก
ให้ทุกข์ แค่ตอนทุกข์
แล้วทุกข์ที่สุด… ก็จะเป็นทุกข์แค่นี้เอง!
ให้ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ด้วยหัวใจ
ให้หัวใจตระหนักในหน้าที่…
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าหน้าที่เป็นหน้าที่
แต่เป็นการกระทำที่เกิดจาก… หัวใจเรียกร้อง… ต่างหาก
ดีไม่ดี… อยู่ที่ใจเรา…
ถ้าใจเรา… คิดดี ก็จะเจอแต่สิ่งดีๆ
ถ้าเรามองในทางที่ดี… ใจเราก็จะรู้สึกดี
ถ้ากำลังใจดี… สิ่งเลวร้าย… ก็จะคลี่คลายเป็น… ดี!

เรียนนิติศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

กรกฎาคม 28th, 2009

 

เรียนนิติศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ       

 

ภิรมย์พร  ไชยยนต์*

 

บทนำ**

นิติศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญมากเนื่องจากเป็นการศึกษาเครื่องมือในการควบคุมคนในสังคม คนที่เรียนจะต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าปกติ หลายคนที่ตัดสินใจมาเรียนศาสตร์นี้คงตระหนักดีว่าศาสตร์ที่เรียนนี้สำคัญแค่ไหน  และการจะเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก  แต่หากนั่นคือเป้าหมายของเรา  การเรียนนิติศาสตร์ให้ประสบความสำเร็จคงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป การเรียนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง

 

จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้

                การที่เราจะประสบความสำเร็จในเรื่องใดนั้น ก่อนอื่นต้องรักในสิ่งที่เรียนก่อน ถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ว่าเรารักที่จะเรียนหรือไม่ เมื่อคำตอบคือใช่หรือคำตอบคือไม่แน่ใจ จงทำใจให้รักแล้วทุกอย่างก็จะสำเร็จ 

1.       การเรียน  

การเข้าเรียน  การเข้าเรียนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากนักศึกษาควรที่จะเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อทำให้เข้าใจตัวบทกฎหมาย  เข้าใจฎีกาที่สำคัญต่างๆได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นนักศึกษายังได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่มาให้ความรู้ หากนักศึกษามีข้อข้องใจก็สามารถสอบถามอาจารย์ได้และในขณะที่เรียนนั้นควรที่จะมีการจดย่อประเด็นสำคัญในวิชาที่อาจารย์สอนว่าหัวใจสำคัญของวิชานั้นๆ คืออะไรนอกจากจะเป็นการทบทวนบทเรียนด้วยภาษาของตนเองแล้วเมื่อใกล้สอบยังสามารถอ่านสมุดจดประกอบช่วยให้อ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายขึ้น การเรียนกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องเรียนให้เกิดความสงสัย แล้วพยายามตั้งคำถาม  ถามอาจารย์ที่สอน               ถามเพื่อน รวมทั้งถามตัวเองอยู่เสมอว่าวิชาที่เรียนนั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและสร้างความสงบสุขให้แก่สังคมได้อย่างไร

การอ่านหนังสือ  การอ่านหนังสือสำหรับนักศึกษากฎหมายนั้นเป็นเรื่องคู่กัน  นักศึกษาต้องอ่านหนังสือให้มากและต้องจัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือให้ได้  โดยในแต่ละวันต้องกำหนดว่าจะอ่านกี่ชั่วโมง  ต้องมีการวางแผนอยู่เสมอและมีวินัยในตัวเองให้มาก ซึ่งแต่ละคนนั้นความเข้าใจไม่เหมือนกันบางคนอ่านแล้วเข้าใจง่ายก็ใช้เวลาอ่านไม่นาน บางคนต้องอ่านหลายรอบจึงเข้าใจจึงต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือค่อนข้างมาก  ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องจัดสรรให้เหมาะสมกับตัวเอง ส่วนหนังสือที่ต้องอ่านคือหนังสือที่อาจารย์ผู้สอนรายวิชานั้นแนะนำในชั้นเรียนน่าจะดีที่สุด  แต่อย่างไรก็ตามหนังสือมีจำนวนมากดังควรเลือกอ่านหนังสือที่นักศึกษาอ่านแล้วมีความเข้าใจ อ่านง่ายมากที่สุดสำหรับนักศึกษา นอกจากหนังสือเรียนแล้วจะต้อง บทความทางกฎหมายและอ่านคำพิพากษาฎีกาด้วย  เพราะคำพิพากษาฎีกานั้นนอกจากจะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันแล้ว ยังเป็นตัวอย่างในการปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายที่ดีอันจะเป็นแนวทางที่จะทำให้ทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

การอ่านหนังสือ สำหรับนักศึกษาใหม่นั้นต้องรวบรวมสมาธิให้ดีเพราะหากไม่มีสมาธิแล้วจะทำให้อ่านหนังสือได้น้อยและไม่เข้าใจ  จึงต้องฝึกฝนโดยการอ่านอย่างสม่ำเสมอ สถานที่ในการอ่านก็สำคัญควรเลือกให้เหมาะสม  เช่น ห้องสมุดนั้นเงียบเหมาะแก่การหนังสือ เพื่อให้การอ่านหนังสือมีประสิทธิภาพมากที่สุด    

การสอบ ก่อนอื่นที่สำคัญคือการเตรียมตัวสอบ นักศึกษาต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะสอบ                   ต้องอ่านหนังสือให้เข้าใจอย่างน้อย 1 รอบ และต้องท่องจำหลักกฎหมายให้ได้  การเตรียมตัวที่ดีอย่างหนึ่งในการสอบคือการฝึกเขียนตอบข้อสอบ  โดยการนำแบบทดสอบหรือข้อสอบเก่ามาฝึกทำเพื่อฝึกทักษะการจับประเด็นในข้อสอบ  ฝึกให้เกิดการสงสัย   ฝึกการใช้ภาษากฎหมายในการเขียนตอบข้อสอบ เพราะการตอบข้อสอบกฎหมายนั้นนักศึกษาต้องใช้ภาษากฎหมายในการตอบข้อสอบจึงจะได้คะแนนดี  และการทำข้อสอบต้องมีการวางแผนเวลาในการทำข้อสอบว่าแต่ละข้อควรใช้เวลาประมาณเท่าไหร่จะได้ทำให้ทันเวลาครบถ้วนทุกข้อ และการทำข้อสอบนั้นไม่จำต้องทำเรียงข้อ  หากทำข้อไหนได้ก็สามารถทำได้ก่อนแล้วค่อยทำข้อที่ยากทีหลังได้                   

 ก่อนเข้าห้องสอบนักศึกษาต้องทำสมาธิให้นิ่งและพร้อมที่สุดในการทำข้อสอบ   อาจจะทำโดยการหามุมสงบทำสมาธิประมาณ5-10นาที ที่สำคัญอย่าเข้าห้องสอบช้าเพราะจะทำให้ลนลานไม่มีสมาธิและควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์สะอาดจะได้ไม่เป็นอุปสรรค์ในการทำข้อสอบ ส่วนการทำข้อสอบกฎหมายในระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีทั้งข้อสอบทฤษฎีหรืออธิบาย และข้อสอบตุ๊กตาหรือข้อสอบวินิจฉัยซึ่งข้อสอบวินิจฉัยนั้นมีทั้งหมด 3 ส่วนคือ  ส่วนแรกคือตั้งประเด็นและวางหลักกฎหมาย ตามด้วย การปรับข้อเท็จจริงเข้ากับหลักกฎหมาย  และสุดท้ายคือ สรุปหรือฟันธงคำตอบนั่นเอง โดยข้อสอบในแต่ละส่วนนั้นจะมีอัตราการให้คะแนนแตกต่างกัน จะต้องศึกษาให้ดี

2.       การใช้ชีวิตประจำวัน

การวางแผนการใช้จ่าย   การใช้ชีวิตประจำวันก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน  เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นต้องออกจากบ้านมาอยู่เองโดยที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง ต้องปรับตัวและจัดระบบชีวิตให้เป็น  นอกจากการปรับตัวแล้วการใช้จ่ายก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  การเรียนระดับมหาวิทยาลัยนั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก หากใช้จ่ายซุ่มเฟือยเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดปัญหาและส่งผลต่อการเรียนได้  ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องวางแผนการใช้จ่ายให้พอเพียง ใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด การอยู่ในกลุ่มเพื่อนหรือสังคมไม่จำเป็นต้องตามเพื่อนหรือตามแฟชั่นจนทำให้ตัวเองต้องลำบาก

                การดูแลสุขภาพ นักศึกษาต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์   พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพียงพอนั้นจะทำให้นักศึกษามีความจำที่ดี  และเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การจับกลุ่มติว การติวถือว่าเป็นส่วนที่ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการเสวนาข้อกฎหมายกันภายในกลุ่มเพื่อนอยู่อย่างสม่ำเสมออาจจะนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวสารต่างๆมาประกอบการเสวนาก็ได้ การติวนั้นเพื่อนจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นและในความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

การเข้าร่วมกิจกรรม  กิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยนั้นล้วนแต่มีประโยชน์แก่นักศึกษาทั้งสิ้น เพราะทำให้นักศึกษารู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น  รู้จักระบบการทำงาน  และได้รู้จักคบเพื่อนที่หลากหลาย  แต่เนื่องด้วยนักศึกษานิติศาสตร์นั้นต้องเรียนค่อนข้างหนัก  ดังนั้นจึงควรเลือกทำเฉพาะกิจกรรมที่ชอบหรือสนใจไม่มากเกินไป  เพื่อไม่กระทบแก่การเรียนของนักศึกษาเอง

บทส่งท้าย            

อย่างไรก็ดีการที่จะเรียนให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่ที่ความตั้งใจของแต่ละบุคคล เมื่อนักศึกษามีความมุ่งมั่นตั้งใจ  ขยันและอดทน  มีความเพียรพยายามผู้นั้นต้องประสบความสำเร็จในการเรียนนิติศาสตร์อย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่าไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่มีการลงทุนลงแรงเป็นแน่  ขอให้ทุกคนเรียนรู้อย่างมีความสุข   ใช้ชีวิตอย่างสมดุล สำหรับผู้เขียนในการเรียนนิติศาสตร์ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ถือว่าผ่านขั้นที่ 1 แล้วเท่านั้นเพราะ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดแต่อย่างใด

 

เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

สุภาษิตจีน

 

 

 


*นิติศาสตรบันฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, อาจารย์ประจำสาขาวิชากฎหมายเอกชนและธุรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

**เป็นความคิดเห็นและแนวทางปฏิบัติจากประสบการณ์การเรียนของผู้เขียน