เมื่อโปรตีนจากอาหารถูกย่อยโดยเอ็นไซม์ในกระเพาะอาหาร และลำไส้ให้เป็นกรดอะมิโนแล้ว จะถูกดูดซึมเข้าสู่หลอดเลือดที่ลำไส้เล็ก และถูกนำไปที่ตับ ประมาณ 75 % ของกรดอะมิโนจะถูกนำมาใช้สำหรับการสังเคราะห์โปรตีนที่ร่างกายต้องการ และอีก 25% จะถูกนำไปใช้สำหรับสร้างพลังงานและสร้างสารอื่นๆ ขบวนการสลายกรดอะมิโนที่เกิดขึ้นในร่างกายมี 2 ปฏิกิริยา คือ
- ปฏิกิริยา decarboxylation
- ปฏิกิริยา deamination
การเกิดปฏิกิริยา deamination ของกรดอะมิโนจะทำให้ได้แอมโมเนียออกมา แอมโมเนียที่ได้ร่างกายอาจนำไปใช้สำหรับสังเคราะห์สารประกอบที่มีไนโตรเจนอื่นๆ ส่วนที่เกินความต้องการจะถูกขับออกจากร่างกายในรูปของยูเรียโดยวัฏจักร urea (urea cycle)
การสังเคราะห์ยูเรียไนโตรเจนในซีรั่ม เป็นการทดสอบที่ใช้กันแพร่หลายสำหรับตรวจหน้าที่ของไตอย่างคร่าวๆ และนิยมส่งตรวจควบคู่กับการตรวจ creatinine ทั้งนี้เนื่องจากค่าทั้งสองสามรถใช้วินิจฉัยแยกภาวะต่างๆของไตได้ เช่น
- Prerenal hyperuremia (Cardiac depensation, water depletion, increase protein catabolism)
- Renal hyperuremia (glomerulo nephiritis,chronic nephiritis, poly cystic kidney, nephrosclerocis, tubular necrosis)
- Postrenal hyperuremia (Obstruction of the urinary tract)
การหาค่า urea ในซีรั่มจะมีความไวในการทดสอบหน้าที่ของไตน้อยกว่าการทำ urea clearance เพราะระดับของยูเรียในกระแสเลือดจะเริ่มมีค่าสูงขึ้นหลังจากการกรองของไตได้ล้มเหลวมากกว่า 50% อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ยูเรีย ในเลือดก็ยังมีประโยชน์สำหรับการติดตามการรักษาผู้ป่วยโรคไตล้มเหลว และค่าของยูเรียในเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเกิดภาวะไตล้มเหลว
ในการรายงานผลการวิเคราะห์ยูเรียจะรายงานในรูปของยูเรียไนโตรเจน ซึ่งมีที่มาจากการเปรียบเทียบไนโตรเจนในยูเรียไนโตรเจนในกลุ่มสารประกอบที่ไม่ใช่โปรตีน (nonprotein nitrogen;NPN) แต่เนื่องจากปัจจุบันไม่นิยมหาค่า NPN ดังนั้นการรายงานผลยูเรียในรูปของยูเรียไนโตรเจนจึงมีคุณค่าในทางปฏิบัติน้อย หากต้องการเปลี่ยนค่ายูเรียไนโตรเจนเป็นยูเรีย สามารถทำได้โดยคูณด้วย factor 2.14
UREA = BUN x 2.14
การตรวจหาปริมาณยูเรีย แบ่งเป็น 3 วิธี ใหญ่ๆ คือ
- วิธีตรง (Direct mothod) เป็นการหาปริมาณของยูเรียทำปฏิกิริยา condensation กับ diacetyl monoxime ในภาวะของกรดเข้มข้นที่ร้อนให้สีที่วัดได้ แต่วิธีนี่มีข้อเสียมมาก และหาค่ายูเรียที่มีปริมาณสูงได้ผลไม่ดี ในปี 1965 March และพวก จึงได้ดัดแปลงวิธีการ โดยใช้ Thiosemicarbazide ซึ่งเป็นสาร oxidize เติมลงไป เพื่อให้สีที่เข้มข้นขึ้นและคงถาวร นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้สาร oxidize ตัวอื่นๆ เช่น โปรแตสเซียมเปอร์ซัลเฟส กรดอาร์เซนิค กรดเปอร์คลอริค เป็นต้น
- วิธีอ้อม (Indirect method) เป็นวิธีที่ใช้กันมาแต่โบราณ สามารถหาปริมาณของยูเรียได้โดยไม่ต้องใช้เครื่อง spectophotometer แต่ใช้วิธีการไตเตรตหาปริมาณแอมโมเนียที่เกิดขึ้น หลักการของวิธีทางอ้อม อาศัยปฏิกิริยาของเอ็นไซม์ urease ย่อยยูเรีย ให้เป็นแอมโมเนีย แล้วทำการวิเคราะห์หาปรืมาณแอมโมเนียที่เกิดขึ้น โดยใช้วิธีการหลายๆแบบเช่น
- การไตเตรตกับกรดที่ทราบความเข้มข้นแล้ว โดยใช้วิธีของ Vanslyke หรือ Conway
- การทำให้เกิดโดยวิธี Nesslerization
- การทำให้เกิดสีโดยใช้ปฏิกิริยา Berthelot's reaction
3. วิธีอื่นๆ (Miscellaneous) ใช้วิธีการปลีกย่อยต่างๆ หลายวิธี เช่น วิธี Ehrlich, Urograph และ Azostix เป็นต้น
หลักการตรวจวิเคราะห์
หลักการ
Enzyme colorimetric method
Urea + H2O urease > 2NH3 + CO2
NH3 + ∝-Ketoglutarate + NADH GLDH > L-glutamate + NAD
เอนไซม์ Urease hydrolyze urea ได้ ammonia และ carbondioxide ซึ่ง amonia จะถูกใช้ในการสลาย ∝-Ketoglutarate โดยเอนไซม์ glutamate dehydrogenase และเกิดการ oxidation ของ NADH ไปเป็น NAD
การเปลี่ยนแปลงการดูดกลืนแสง กับเวลาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของ NADH ไปเป็น NAD นั้น จะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเข้มขันของ BUN ในกระแสเลือด
Normal Range
- serum 5-25 mg/dl
- Urine 7-20 g/24 hrs.
Interpretation
HIGH |
LOW |
- Renal insufficeincy
- Urinary tract obstruction
- Dehydration |
- Hepatic failure
- Nephrosis
- Diabetes insipidus
- Pregnancy
- Over hydration
- Diuresis |
|