หลักการตรวจ Anti HIV
- การพิจารณาเลือกชุดทดสอบ ห้องปฏิบัติการควรมีชุดทดสอบที่มีหลักการต่างกันอย่างน้อย 3 วิธี โดยวิธีแรกที่ใช้ควรมี Sensitivity สูงๆ ( ป้องกัน false negative ) ส่วนชุดทดสอบที่ 2 และ 3 ควรใช้วิธีที่มี specificity สูงกว่าชุดที่ 1 ในกรณีที่ให้ผล Positive ชัดเจนกับชุดทดสอบทั้ง 3 ชุดที่ใช้สามารถรายงานผล Positive ต่อแพทย์ (แต่ในผู้ป่วยที่ตรวจเป็นครั้งแรกก่อนรายงานผลให้คนไข้ทราบควรแนะนำให้คนไข้เจาะเลือดอีกครั้งและตรวจซ้ำอย่างน้อย 1 วิธี)
- การตรวจวินิจฉัย HIV ต้องคำนึงถึงผลบวกปลอมมากว่าผลลบปลอม ในกรณีที่ผลการทดสอบเป็น Negative สามารถผลได้ทันที แต่ถ้ามีประวัติเสี่ยง อาจแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจ HIV- Ag หรือ HIV PCR หรือและนำให้มาAnti- HIVตรวจซ้ำในเวลา 1- 6 เดือนต่อมา
เนื่องจากการตรวจ Anti HIVมีข้อจำกัดในกรณีที่ได้รับเชื้อมาไม่นานอยู่ในช่วง window period ให้ผล
Anti HIV Negative ดังนั้นควรมีการให้คำปรึกษาและทำความเข้าใจกับผู้รับการตรวจก่อนตรวจ
รายละเอียดข้อปฏิบัติในกรณีต่างๆ ดังแผนภูมิ
แผนภูมิการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อ HIV ทางห้องปฏิบัติการสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 เดือน

ที่มา: Nationalguideline for HIV testing โดยกระทรวงสาธารณสุข พ. ศ. 2550
ผล False Negative เกิดจากอะไรได้บ้าง ?
- อยู่ในช่วงท้ายของการติดเชื้อ ผู้ติดเชื้อ HIV บางรายอาจตรวจไม่พบ Anti HIV (seroreversion)
- ผู้ที่ได้รับเชื้อนั้นมีภาวะพร่องโปรตีน Gamma globulin ( Agammaglobulinemia )
- ได้รับเชื้อ HIV type ใหม่ๆ ( Type N , O หรือ HIV-2 ) ชึ่งชุดตรวจไม่สามารถตรวจจับได้
- อยู่ในช่วง Window period ซึ่งเป็นช่วงแรกๆที่ยังไม่สร้างแอนติบอดี ( หลังติดเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นไปที่จะสามารถตรวจพบ Anti- HIV
- ผู้ติดเชื้อบางรายอาจพบความผิดปกติต่อการตอบสนองของแอนติบอดี
ผล False Positive เกิดจากอะไรได้บ้าง ?
- ในผู้ป่วย SLE อาจให้ผลบวกปลอมได้
- ในผู้ที่ได้รับวัคซีน HIV ( โครงการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีน ) จึงอาจให้ผลบวกปลอมกับการทดสอบ Anti-HIV ได้
- คุณภาพของสิ่งส่งตรวจเช่น มีการปนเปื้อนของอุปกรณ์เครื่องมือ
- ความผิดพลาดทางเทคนิคในขั้นตอนการปฏิบัติงาน