ก่อนจะเจาะรายละเอียดไข้หวัดเม็กซิโก เรามาทบทวนวิชาการด้านไวรัสวิทยา ของโรคไข้หวัดใหญ่ก่อน
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
โรคไข้หวัดใหญ่ นับเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญและจำเป็นต้องรายงานเมื่อพบผู้ที่มีการติดเชื้อ เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2525 2545 รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีมีผู้ป่วยประมาณ 30,000 50,000 ราย
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อชนิดใด
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอินฟูเอนซ่า (Influenza virus) ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชนิดใหญ่ คือ A B และ C การติดเชื้อไวรัสชนิดเอเกิดได้ทั้งในคนและสัตว์ ส่วนชนิดบี และซี ก่อให้เกิดโรคเฉพาะในคน ปกติไวรัสชนิดนี้มีส่วนประกอบโครงสร้างที่สำคัญโดยเฉพาะบริเวณเปลือกหุ้มเซลล์ (envelop) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง (glycoprotein) ที่มีคุณลักษณะพิเศษสามารถเปลี่ยนแปลงหน่วยทางพันธุกรรมได้เอง จึงทำให้มีโรคไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นได้หลายสายพันธุ์ เช่น H1N1, H2N2, H5N1เป็นต้น กรณีไข้หวัดเม็กซิโก คือ H1N1 ที่มีสายพันธ์หรือ strain
ที่เเปลกประหลาดจากเดิม ทำให้กลไกทางชีวพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลเปลี่ยนไป เเละจัดเป็นพวกกลายพันธุ์ใหม่ ที่เเตกต่างจากเดิม คือมีสิ้นส่วน Nucleic acid ทั้งจากไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และ ไข้หวัดใหญ่ของคน รวมกัน 3 อย่าง
H คือ Hemagglutinin เป็นสารที่ผิว envelope ของเชื้อไวรัส สามารถทำปฏิกิริยาทำให้เม็ดเลือดเเดงเเกะจับกลุ่มได้ (เรียกปฏิกิริยาดังกล่าวว่า Agglutination )
N คือ Neuraminidase เป็นโปรตีนเอนไซม์ ที่จะย่อย เยื่อหุ้มเซลล์ของ เซลล์ Host (เจ้าบ้าน) ที่ไวรัสเข้าไปติดได้ ประโยนข์ของเอนไซม์นี้ คือใช้เกาะเข้าเซลล์ของมนุษย์
การตั้งชื่อ H..N... เป็นการตั้งตามลักษณะทางพันธุกรรม ของพวกมัน ซึ่งตรงนี้จะใช้ในการเเบ่งเเยกว่าเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดไหนนั่นเอง



ไข้หวัดใหญ่มีการแพร่ระบาดอย่างไร
โรคไข้หวัดใหญ่มีการแพร่กระจายของเชื้อจากคนสู่คน ด้วยการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนของผู้ป่วยจากละอองฝอยของการไอ จาม หรือสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากเชื้อมีการแพร่กระจายโดยใช้อากาศเป็นตัวกลาง ดังนั้นเชื้อจึงมีการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เช่น ในประเทศไทยพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่มากในช่วงเดือนมิถุนายน สิงหาคม และฤดูหนาวช่วงเดือนมกราคม มีนาคม อัตราการแพร่กระจายและความรุนแรงของเชื้อขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของแหล่งชุมชนนั้น ๆ เช่น หากเป็นเชื้อสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรงแพร่กระจายในบริเวณที่เคยมีการติดเชื้อหรือได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนจะทำให้การระบาดนั้นไม่รุนแรงเท่ากับเชื้อที่มีการกลายพันธุ์แพร่กระจายไปในบริเวณที่ไม่เคยได้รับเชื้อหรือวัคซีน

อาการของโรคเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 3 วัน หลังจากนั้นเชื้อจะค่อย ๆมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในสารคัดหลั่งของระบบทางเดินหายใจภายใน 7 วันหลังจากที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายแต่อาจจะนานกว่านั้นหากผู้ที่รับเชื้อเป็นเด็กอายุน้อยหรือเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
อาการของไข้หวัดใหญ่มักจะไม่จำเพาะเจาะจง โดยทั่วไปจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมาจะเริ่มมีอาการเด่นของระบบทางเดินหายใจ คือ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอแห้ง ๆ หากเด็กทารกได้รับการติดเชื้ออาการจะค่อนข้างรุนแรงกว่าจนอาจเกิดภาวะช็อก หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ปอดบวม ในกรณีที่การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นชนิดบี มักจะพบอาการของกล้ามเนื้ออักเสบร่วมด้วย ซึ่งจะมีอาการปวดน่องมากจนไม่ยอมเดินหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2 3 วัน
ไข้หวัดใหญ่รักษาได้อย่างไร
ปัจจุบันมีการนำยาต้านไวรัส มาใช้ในการรักษาเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะสายพันธุ์เอ แต่เนื่องจากยาต้านไวรัสนั้นมีโอกาสที่จะดื้อยาและมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นการใช้ยาจึงควรเลือกที่จะให้อย่างเหมาะสม โดยจะพิจารณาให้ยาในกรณีดังต่อไปนี้
ผู้ที่ได้รับการติดเชื้อที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่และในเด็กอายุน้อยที่ได้รับการติดเชื้อ เพราะการให้ยาต้านไวรัสแล้วจะมีประโยชน์มากขึ้น ผู้ที่ได้รับการติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงดี แต่การติดเชื้อเป็นอย่างรุนแรง
ผู้ที่ได้รับการติดเชื้ออาศัยหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความจำเป็นจะต้องให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น อยู่ในช่วงที่มีการแข่งขัน หรือช่วงที่กำลังสอบ เป็นต้น
ในการให้ยาต้านไวรัสดังกล่าวหากเป็นผู้ป่วยทั่วไปควรให้ยาทันทีหลังจากที่มีอาการและให้ต่อเนื่องประมาณ 2 5 วัน หรือ 24 48 ชั่วโมง หลังจากที่อาการของโรคกลับสู่สภาพปกติ ส่วนในกรณีผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจจะต้องให้ยานานกว่าบุคคลทั่วไป
เราจะป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร
ควรแยกผู้ที่ได้รับการติดเชื้อ และผู้ที่สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อออกจากคนทั่วไป เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อ
ควรล้างมือบ่อย ๆ เมื่อสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ
วัคซีน
ดังได้กล่าวตอนต้นว่าในแต่ละปีจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ดังนั้นการคัดเลือกสายพันธุ์ที่จะนำมาเตรียมผลิตวัคซีนนั้นเป็นสายพันธุ์ที่พบมีการระบาดหลายแห่งทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นเชื้อต้นเหตุในปีถัดไป ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ใช้กันสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (Inactivated or killed virus vaccine) เป็นวัคซีนที่นิยมนำมาใช้ในปัจจุบัน บริหารยาด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 0.5 มิลลิลิตร ในผู้ใหญ่ ข้อดีของวัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิตนี้คือ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี และเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์น้อย สามารถแบ่งตามกรรมวิธีในการผลิตเป็น 3 แบบ คือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งตัว วัคซีนไข้หวัดใหญ่บางส่วนของเชื้อ และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดหน่วยย่อย
ในประเทศไทยควรฉีดวัคซีนในช่วงก่อนเริ่มฤดูฝนในเดือนมิถุนายน หรือก่อนฤดูหนาว แต่สามารถฉีดได้ตลอดปี โดยควรเลือกวัคซีนที่ผลิตโดยใช้เชื้อสายพันธุ์ที่มีการระบาดในปีหลังสุด
2.วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (live attenuated influenza vaccine) จะออกฤทธิ์เฉพาะที่ บริหารยาโดยการพ่นจมูก แต่ยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย ดังรูป5
บุคคลใดบ้างที่ควรจะได้รับการฉีดวัคซีน
วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (Inactivated or killed virus vaccine) ควรฉีดให้กับ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเรื้อรังที่อยู่ในสถานบริบาลหรือสถานพักฟื้น เด็กและผู้ใหญ่ที่มีโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำด้วยโรคทางเมตาบอลิก เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือดฮีโมโกลบินผิดปกติ
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องทั้งที่เกิดจากยา และจากการติดเชื้อเอชไอวี เด็กและวัยรุ่น ( 6 เดือน ถึง 18 ปี) ที่ต้องได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรค Reyes syndrome ภายหลังเป็นไข้หวัดใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ที่จะอยู่ในไตรมาสที่ 2 หรือ 3 เมื่อถึงช่วงที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาด บุคคลที่มีโอกาสแพร่เชื้อให้แก่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ป่วย
บุคลากรในสถานบริบาลหรือสถานพักฟื้นคนชรา หรือผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ให้การบริบาลที่บ้านผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เด็กหรือผู้ใหญ่ที่อยู่บ้านเดียวกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง บุคคลกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้วัคซีนแก่เด็กสุขภาพดี อายุ 6 -23 เดือน หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ผู้ที่ต้องเดินทาง นักทัศนาจร ผู้ที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก หรืออาศัยร่วมกับคนจำนวนมาก เช่น ผู้อยู่หอพัก ผู้ใดก็ตามที่ไม่ต้องการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ และประสงค์ที่จะได้รับวัคซีน
วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต ((live attenuated influenza vaccine) ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2546 ให้ใช้ในผู้ที่มีสุขภาพดีอายุ 5 -49 ปี ยังไม่ให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจหรือผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่ต้องรับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ
บุคคลที่ห้ามฉีดวัคซีนไวรัสไข้หวัดใหญ่
1.ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) เพราะวัคซีนผลิตจากไข่ไก่ฟัก
2.ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง
3.ผู้ที่ป่วยเฉียบพลันไม่ว่าจะมีไข้หรือไม่ ให้รอจนอาการทุเลาก่อน ยกเว้นเป็นหวัดเล็กน้อย หรือมีน้ำมูกจากภูมิแพ้
วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคปอดหรือหอบหืด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ปฏิกิริยาจากการฉีดวัคซีน
วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต พบปฏิกิริยาเฉพาะที่ ได้แก่ อาการปวดบริเวณที่ฉีด มักมีอาการไม่เกิน 2 วัน ปวดเมื่อยตามตัว พบร้อยละ 4 -11 อาการแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เกิดลมพิษ ปากบวม หอบหืด
วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต ทำให้มีไข้ต่ำ ๆ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลเล็กๆ น้อย ๆ ได้ อาจเกิดผื่นลมพิษ อาจทำให้เกิดหลอดลมตีบคล้ายหอบหืดได้ โดยเฉพาะถ้าให้วัคซีนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่พบได้น้อย
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนในเวลา 7 -14 วัน ผู้ที่เคยได้รับเชื้อในธรรมชาติมาแล้ว ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้เร็วและสูงจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่เด็ก 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน สำหรับผู้ใหญ่แม้จะไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน แต่มักเคยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มาแล้ว จึงตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียวได้เพียงพอ ภูมิคุ้มกันจะอยู่ในระดับสูงพอที่จะป้องกันโรคได้ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการฉีดกระตุ้นปีละครั้ง
วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต มีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 70 -85 ขึ้นกับว่าเชื้อตรงกับสายพันธุ์ในวัคซีนมากน้อยเพียงใด โดยยังมีประสิทธิภาพแม้ในปีถัดไป
เมื่อทุกท่านพอเข้าใจ ไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเป็นพื้นฐานเเล้ว ขอนำเสนอ ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก หรือไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเป็นชื่อล่าสุดที่ update น่ะขณะนี้
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 2009
เป็นไข้หวัด ที่พบการเริ่มระบาดในประเทศเม็กซิโก เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ เกิดจากเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ชนิด เอ สายพันธุ์ย่อย เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) โดยเชื้อชนิดนี้เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ของคนแต่มีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วยจึงเรียกในตอนแรกว่าไข้หวัดใหญ่หมู (Swine Flu) ในเดือนมีนาคมและเมษายน 2552, เกิดการระบาดในประเทศเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 68 คน และติดเชื้อมากกว่า 1,000 คน
อาการผู้ป่วย
มีไข้แบบฉับพลัน และมีอุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส รวมทั้งมีอาการไอ ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ คัดจมูก และอ่อนเพลีย
การวินิจฉัยโรค
ต้องนำสารคัดหลั่งทั้งจากจมูกและปากของผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส โรคไข้หวัดหมู ไปตรวจสอบภายในช่วง 24-72 ชั่วโมงแรก นับจากที่บุคคลผู้นั้นเริ่มแสดงอาการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในคู่มือ รวมทั้งต้องมีการเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อค้นหาเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ด้วยเช่นกัน
การแพร่เชื้อ
เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อ นั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา
การป้องกัน
มีคำแนะนำหลายๆ อย่าง เช่น การสวมหน้ากาก, การไม่ทักทายผู้อื่นด้วยการจูบหรือสัมผัสมือ, การไม่รับประทานอาหารร่วมช้อน-ภาชนะเดียวกันกับผู้อื่น นอกจากนั้น ยังมีการทำให้บ้านและที่ทำงานมีการถ่ายเทของอากาศได้โดยสะดวก และการรักษาความสะอาดของสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์ เป็นต้น
วิธีการรักษา
ในรายที่ยืนยันว่า ติดเชื้อไวรัส โรคไข้หวัดเม็กซิโก ทางการจะใช้ยา โอเซลตามิเวียร์ (ชื่อสามัญของยา ทามิฟลู) หรือยา ซานามิเวียร์ (ชื่อสามัญของยา รีเลนซา) ภายใต้การควบคุมจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด และจะมีการเตือนถึงผลข้างเคียงด้วย หากมีการใช้ยาดังกล่าวไม่ถูกต้อง
มาตราการเฝ้าระวัง
ทางการไทยดำเนินการเฝ้าระวังกับผู้ที่เดินทางเข้ามาในเมืองไทย โดยมีเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ทั้งหมด 5 เครื่อง นำไปติดตั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ 3 เครื่อง ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ 1 เครื่อง และท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต 1 เครื่อง
ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในส่วนของบริการต่างๆ เอาไว้ แต่ลักษณะการเฝ้าระวังจะใช้รูปแบบคล้ายๆ กับช่วงที่เกิดไข้หวัดนก โดยจะมีคณะกรรมการ กระทรวงวิทยศาสตร์เข้ามาดู และพยายามประสานงานกับทาง WHO เพื่อให้มาตรการต่างๆ เริ่มมาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะง่ายกว่า
การลดผลกระทบ
สหรัฐได้เปลี่ยนชื่อไข้หวัดหมู (swine flu) เป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 H1N1 เพื่อแก้ความเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกิดจากหมู จนหลายประเทศเลิกนำเข้าเนื้อหมูขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังเรียกโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เอช1 เอ็น1 (H1N1) ที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ว่า โรคไข้หวัดหมู (Swine Flu) และยังไม่ตั้งชื่อโรคอย่างเป็นทางการ สำหรับประเทศไทยเพื่อป้องกันความสับสนว่าอาจจะเกิดจากเชื้อไวรัสในหมูติดสู่คน และกระทบกับการปศุสัตว์ได้ จึงขอให้เรียกชื่อโรคนี้ตามหลักวิชาการคือ ไข้หวัดใหญ่ที่แพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก พร้อมทั้งได้ส่งหนังสือถึง WHO ขอให้ทบทวนการตั้งชื่อโรคดังกล่าวใหม่ เข้าใจว่าขณะนี้มีหลายประเทศเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อโรคเช่นเดียวกับประเทศไทย