www.medtechzone.com    แหล่งความรู้ทาง...เทคนิคการแพทย์ !!!
:::กลับหน้าแรก
Influenza A H1N1 2009

โดย: ทนพ.ชาญศักดิ์ จินดาศรี   

        เป็นเรื่องที่ น่าตื่นตระหนกตกใจไปทั้งโลก เมื่อ เชื้อ Influenza virus ได้กลายพันธุ์ จากไข้หวัดใหญ่ ไปเป็นไข้หวัดหมู (Swine Flu)
         เพื่อนๆ MT เรามาดูโครงสร้าง ทางไวรัสวิทยาของมันก่อน ส่วนรายละเอียดเชิงลึก จะทยอยนำมาเสนอ ในคราวต่อๆไป เป็นอะไรที่ใหม่มาก เพราะมันเป็นไวรัสกลายพันธุ์ ที่มีชิ้นส่วน Gene ที่มาจาก ไข้หวัดใหญ่ในคน ไข้หวัดหมู เเละไข้หวัดนก มันจึงเป็นพันธุ์ที่เเปลกประหลาดมาก
        นี่เป็นสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ ที่กลายพันธุ์ไปเป็นไข้หวัดหมู หรือไข้หวัดเม็กซิโก เเล้วครับตอนนี้ เเละสามารถติดจากคนสู่คนได้

รูปภาพ


ภาพจากกล้องอิเล็กตรอน ไมโครสโคป เเบบส่องกราด (SEM) แสดงโครงสร้างไวรัส H1N1

รูปภาพ


เเสดงโครงสร้างเเละคำอธิบายส่วนประกอบทางไวรัสวิทยาของไวรัสตัวนี้ อย่างละเอียด

รูปภาพ

ก่อนจะเจาะรายละเอียดไข้หวัดเม็กซิโก เรามาทบทวนวิชาการด้านไวรัสวิทยา ของโรคไข้หวัดใหญ่ก่อน

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

        โรคไข้หวัดใหญ่ นับเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญและจำเป็นต้องรายงานเมื่อพบผู้ที่มีการติดเชื้อ เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2525 – 2545 รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปีมีผู้ป่วยประมาณ 30,000 – 50,000 ราย


ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อชนิดใด

        เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอินฟูเอนซ่า (Influenza virus) ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชนิดใหญ่ คือ A B และ C การติดเชื้อไวรัสชนิดเอเกิดได้ทั้งในคนและสัตว์ ส่วนชนิดบี และซี ก่อให้เกิดโรคเฉพาะในคน ปกติไวรัสชนิดนี้มีส่วนประกอบโครงสร้างที่สำคัญโดยเฉพาะบริเวณเปลือกหุ้มเซลล์ (envelop) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง (glycoprotein) ที่มีคุณลักษณะพิเศษสามารถเปลี่ยนแปลงหน่วยทางพันธุกรรมได้เอง จึงทำให้มีโรคไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นได้หลายสายพันธุ์ เช่น H1N1, H2N2, H5N1เป็นต้น กรณีไข้หวัดเม็กซิโก คือ H1N1 ที่มีสายพันธ์หรือ strain

         ที่เเปลกประหลาดจากเดิม ทำให้กลไกทางชีวพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลเปลี่ยนไป เเละจัดเป็นพวกกลายพันธุ์ใหม่ ที่เเตกต่างจากเดิม คือมีสิ้นส่วน Nucleic acid ทั้งจากไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และ ไข้หวัดใหญ่ของคน รวมกัน 3 อย่าง

H คือ Hemagglutinin เป็นสารที่ผิว envelope ของเชื้อไวรัส สามารถทำปฏิกิริยาทำให้เม็ดเลือดเเดงเเกะจับกลุ่มได้ (เรียกปฏิกิริยาดังกล่าวว่า Agglutination )

N คือ Neuraminidase เป็นโปรตีนเอนไซม์ ที่จะย่อย เยื่อหุ้มเซลล์ของ เซลล์ Host (เจ้าบ้าน) ที่ไวรัสเข้าไปติดได้ ประโยนข์ของเอนไซม์นี้ คือใช้เกาะเข้าเซลล์ของมนุษย์

    การตั้งชื่อ H..N... เป็นการตั้งตามลักษณะทางพันธุกรรม ของพวกมัน ซึ่งตรงนี้จะใช้ในการเเบ่งเเยกว่าเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดไหนนั่นเอง

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


ไข้หวัดใหญ่มีการแพร่ระบาดอย่างไร

         โรคไข้หวัดใหญ่มีการแพร่กระจายของเชื้อจากคนสู่คน ด้วยการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนของผู้ป่วยจากละอองฝอยของการไอ จาม หรือสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากเชื้อมีการแพร่กระจายโดยใช้อากาศเป็นตัวกลาง ดังนั้นเชื้อจึงมีการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เช่น ในประเทศไทยพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่มากในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม และฤดูหนาวช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม อัตราการแพร่กระจายและความรุนแรงของเชื้อขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของแหล่งชุมชนนั้น ๆ เช่น หากเป็นเชื้อสายพันธุ์ที่ไม่รุนแรงแพร่กระจายในบริเวณที่เคยมีการติดเชื้อหรือได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนจะทำให้การระบาดนั้นไม่รุนแรงเท่ากับเชื้อที่มีการกลายพันธุ์แพร่กระจายไปในบริเวณที่ไม่เคยได้รับเชื้อหรือวัคซีน


รูปภาพ


อาการของโรคเป็นอย่างไรบ้าง

        เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 3 วัน หลังจากนั้นเชื้อจะค่อย ๆมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในสารคัดหลั่งของระบบทางเดินหายใจภายใน 7 วันหลังจากที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายแต่อาจจะนานกว่านั้นหากผู้ที่รับเชื้อเป็นเด็กอายุน้อยหรือเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
         อาการของไข้หวัดใหญ่มักจะไม่จำเพาะเจาะจง โดยทั่วไปจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมาจะเริ่มมีอาการเด่นของระบบทางเดินหายใจ คือ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอแห้ง ๆ หากเด็กทารกได้รับการติดเชื้ออาการจะค่อนข้างรุนแรงกว่าจนอาจเกิดภาวะช็อก หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ปอดบวม ในกรณีที่การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นชนิดบี มักจะพบอาการของกล้ามเนื้ออักเสบร่วมด้วย ซึ่งจะมีอาการปวดน่องมากจนไม่ยอมเดินหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 2 – 3 วัน


ไข้หวัดใหญ่รักษาได้อย่างไร

         ปัจจุบันมีการนำยาต้านไวรัส มาใช้ในการรักษาเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะสายพันธุ์เอ แต่เนื่องจากยาต้านไวรัสนั้นมีโอกาสที่จะดื้อยาและมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นการใช้ยาจึงควรเลือกที่จะให้อย่างเหมาะสม โดยจะพิจารณาให้ยาในกรณีดังต่อไปนี้

         ผู้ที่ได้รับการติดเชื้อที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอยู่และในเด็กอายุน้อยที่ได้รับการติดเชื้อ เพราะการให้ยาต้านไวรัสแล้วจะมีประโยชน์มากขึ้น ผู้ที่ได้รับการติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงดี แต่การติดเชื้อเป็นอย่างรุนแรง

         ผู้ที่ได้รับการติดเชื้ออาศัยหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความจำเป็นจะต้องให้ยาต้านไวรัส เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น อยู่ในช่วงที่มีการแข่งขัน หรือช่วงที่กำลังสอบ เป็นต้น

         ในการให้ยาต้านไวรัสดังกล่าวหากเป็นผู้ป่วยทั่วไปควรให้ยาทันทีหลังจากที่มีอาการและให้ต่อเนื่องประมาณ 2 – 5 วัน หรือ 24 – 48 ชั่วโมง หลังจากที่อาการของโรคกลับสู่สภาพปกติ ส่วนในกรณีผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจจะต้องให้ยานานกว่าบุคคลทั่วไป

เราจะป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร

         ควรแยกผู้ที่ได้รับการติดเชื้อ และผู้ที่สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อออกจากคนทั่วไป เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อ
         ควรล้างมือบ่อย ๆ เมื่อสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ

วัคซีน

         ดังได้กล่าวตอนต้นว่าในแต่ละปีจะมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ดังนั้นการคัดเลือกสายพันธุ์ที่จะนำมาเตรียมผลิตวัคซีนนั้นเป็นสายพันธุ์ที่พบมีการระบาดหลายแห่งทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นเชื้อต้นเหตุในปีถัดไป ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ใช้กันสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

        1.วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (Inactivated or killed virus vaccine) เป็นวัคซีนที่นิยมนำมาใช้ในปัจจุบัน บริหารยาด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งละ 0.5 มิลลิลิตร ในผู้ใหญ่ ข้อดีของวัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิตนี้คือ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี และเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์น้อย สามารถแบ่งตามกรรมวิธีในการผลิตเป็น 3 แบบ คือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั้งตัว วัคซีนไข้หวัดใหญ่บางส่วนของเชื้อ และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดหน่วยย่อย
        ในประเทศไทยควรฉีดวัคซีนในช่วงก่อนเริ่มฤดูฝนในเดือนมิถุนายน หรือก่อนฤดูหนาว แต่สามารถฉีดได้ตลอดปี โดยควรเลือกวัคซีนที่ผลิตโดยใช้เชื้อสายพันธุ์ที่มีการระบาดในปีหลังสุด
        2.วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (live attenuated influenza vaccine) จะออกฤทธิ์เฉพาะที่ บริหารยาโดยการพ่นจมูก แต่ยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย ดังรูป5


บุคคลใดบ้างที่ควรจะได้รับการฉีดวัคซีน

         วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (Inactivated or killed virus vaccine) ควรฉีดให้กับ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเรื้อรังที่อยู่ในสถานบริบาลหรือสถานพักฟื้น เด็กและผู้ใหญ่ที่มีโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำด้วยโรคทางเมตาบอลิก เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือดฮีโมโกลบินผิดปกติ
         ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องทั้งที่เกิดจากยา และจากการติดเชื้อเอชไอวี เด็กและวัยรุ่น ( 6 เดือน ถึง 18 ปี) ที่ต้องได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรค Reye’s syndrome ภายหลังเป็นไข้หวัดใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ที่จะอยู่ในไตรมาสที่ 2 หรือ 3 เมื่อถึงช่วงที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาด บุคคลที่มีโอกาสแพร่เชื้อให้แก่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้ป่วย
        บุคลากรในสถานบริบาลหรือสถานพักฟื้นคนชรา หรือผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ให้การบริบาลที่บ้านผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เด็กหรือผู้ใหญ่ที่อยู่บ้านเดียวกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง บุคคลกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้วัคซีนแก่เด็กสุขภาพดี อายุ 6 -23 เดือน หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ผู้ที่ต้องเดินทาง นักทัศนาจร ผู้ที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก หรืออาศัยร่วมกับคนจำนวนมาก เช่น ผู้อยู่หอพัก ผู้ใดก็ตามที่ไม่ต้องการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ และประสงค์ที่จะได้รับวัคซีน
         วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต ((live attenuated influenza vaccine) ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2546 ให้ใช้ในผู้ที่มีสุขภาพดีอายุ 5 -49 ปี ยังไม่ให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจหรือผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่ต้องรับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ

บุคคลที่ห้ามฉีดวัคซีนไวรัสไข้หวัดใหญ่

1.ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) เพราะวัคซีนผลิตจากไข่ไก่ฟัก
2.ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง
3.ผู้ที่ป่วยเฉียบพลันไม่ว่าจะมีไข้หรือไม่ ให้รอจนอาการทุเลาก่อน ยกเว้นเป็นหวัดเล็กน้อย หรือมีน้ำมูกจากภูมิแพ้

         วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคปอดหรือหอบหืด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ปฏิกิริยาจากการฉีดวัคซีน

        วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต พบปฏิกิริยาเฉพาะที่ ได้แก่ อาการปวดบริเวณที่ฉีด มักมีอาการไม่เกิน 2 วัน ปวดเมื่อยตามตัว พบร้อยละ 4 -11 อาการแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน เกิดลมพิษ ปากบวม หอบหืด
         วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต ทำให้มีไข้ต่ำ ๆ มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลเล็กๆ น้อย ๆ ได้ อาจเกิดผื่นลมพิษ อาจทำให้เกิดหลอดลมตีบคล้ายหอบหืดได้ โดยเฉพาะถ้าให้วัคซีนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่พบได้น้อย

ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น

         วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนในเวลา 7 -14 วัน ผู้ที่เคยได้รับเชื้อในธรรมชาติมาแล้ว ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้เร็วและสูงจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่เด็ก 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน สำหรับผู้ใหญ่แม้จะไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน แต่มักเคยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มาแล้ว จึงตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียวได้เพียงพอ ภูมิคุ้มกันจะอยู่ในระดับสูงพอที่จะป้องกันโรคได้ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้นจึงต้องมีการฉีดกระตุ้นปีละครั้ง
         วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต มีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 70 -85 ขึ้นกับว่าเชื้อตรงกับสายพันธุ์ในวัคซีนมากน้อยเพียงใด โดยยังมีประสิทธิภาพแม้ในปีถัดไป

         เมื่อทุกท่านพอเข้าใจ ไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเป็นพื้นฐานเเล้ว ขอนำเสนอ ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก หรือไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเป็นชื่อล่าสุดที่ update น่ะขณะนี้

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 2009
         เป็นไข้หวัด ที่พบการเริ่มระบาดในประเทศเม็กซิโก เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ เกิดจากเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ชนิด เอ สายพันธุ์ย่อย เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) โดยเชื้อชนิดนี้เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ของคนแต่มีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในหมูผสมอยู่ด้วยจึงเรียกในตอนแรกว่าไข้หวัดใหญ่หมู (Swine Flu) ในเดือนมีนาคมและเมษายน 2552, เกิดการระบาดในประเทศเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 68 คน และติดเชื้อมากกว่า 1,000 คน

อาการผู้ป่วย
         มีไข้แบบฉับพลัน และมีอุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส รวมทั้งมีอาการไอ ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ คัดจมูก และอ่อนเพลีย

การวินิจฉัยโรค
         ต้องนำสารคัดหลั่งทั้งจากจมูกและปากของผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส โรคไข้หวัดหมู ไปตรวจสอบภายในช่วง 24-72 ชั่วโมงแรก นับจากที่บุคคลผู้นั้นเริ่มแสดงอาการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในคู่มือ รวมทั้งต้องมีการเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อค้นหาเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ด้วยเช่นกัน

การแพร่เชื้อ
         เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อ นั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา

การป้องกัน
         มีคำแนะนำหลายๆ อย่าง เช่น การสวมหน้ากาก, การไม่ทักทายผู้อื่นด้วยการจูบหรือสัมผัสมือ, การไม่รับประทานอาหารร่วมช้อน-ภาชนะเดียวกันกับผู้อื่น นอกจากนั้น ยังมีการทำให้บ้านและที่ทำงานมีการถ่ายเทของอากาศได้โดยสะดวก และการรักษาความสะอาดของสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น โทรศัพท์ เป็นต้น

วิธีการรักษา
         ในรายที่ยืนยันว่า ติดเชื้อไวรัส โรคไข้หวัดเม็กซิโก ทางการจะใช้ยา “โอเซลตามิเวียร์” (ชื่อสามัญของยา “ทามิฟลู”) หรือยา “ซานามิเวียร์” (ชื่อสามัญของยา “รีเลนซา”) ภายใต้การควบคุมจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด และจะมีการเตือนถึงผลข้างเคียงด้วย หากมีการใช้ยาดังกล่าวไม่ถูกต้อง

มาตราการเฝ้าระวัง
         ทางการไทยดำเนินการเฝ้าระวังกับผู้ที่เดินทางเข้ามาในเมืองไทย โดยมีเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ทั้งหมด 5 เครื่อง นำไปติดตั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ 3 เครื่อง ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ 1 เครื่อง และท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต 1 เครื่อง
         ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในส่วนของบริการต่างๆ เอาไว้ แต่ลักษณะการเฝ้าระวังจะใช้รูปแบบคล้ายๆ กับช่วงที่เกิดไข้หวัดนก โดยจะมีคณะกรรมการ กระทรวงวิทยศาสตร์เข้ามาดู และพยายามประสานงานกับทาง WHO เพื่อให้มาตรการต่างๆ เริ่มมาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะง่ายกว่า

การลดผลกระทบ
         สหรัฐได้เปลี่ยนชื่อไข้หวัดหมู (swine flu) เป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 H1N1 เพื่อแก้ความเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกิดจากหมู จนหลายประเทศเลิกนำเข้าเนื้อหมูขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังเรียกโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เอช1 เอ็น1 (H1N1) ที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ว่า “โรคไข้หวัดหมู” (Swine Flu) และยังไม่ตั้งชื่อโรคอย่างเป็นทางการ สำหรับประเทศไทยเพื่อป้องกันความสับสนว่าอาจจะเกิดจากเชื้อไวรัสในหมูติดสู่คน และกระทบกับการปศุสัตว์ได้ จึงขอให้เรียกชื่อโรคนี้ตามหลักวิชาการคือ ไข้หวัดใหญ่ที่แพร่ระบาดในประเทศเม็กซิโก พร้อมทั้งได้ส่งหนังสือถึง WHO ขอให้ทบทวนการตั้งชื่อโรคดังกล่าวใหม่ เข้าใจว่าขณะนี้มีหลายประเทศเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อโรคเช่นเดียวกับประเทศไทย